วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Week 4

3-12-2010
In class
Aspects: การณ์ลักษณะ
คือ มุมมองของผู้พูดที่มีต่อสถานการณ์นั้น ๆ เช่นผู้พูด พูดว่าเสร็จสิ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้น พึ่งเริ่มต้น หรือเกิดซ้ำๆ
1. Progressive continuous aspects จะมีคำว่า กำลัง อยู่ ตลอด
1.1 กำลังดำเนินอยู่
   1.1 ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง เช่น she was sleeping.
   1.2เหตุการณ์เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว แต่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น the boy is hitting my dog with a stick.
   1.3เหตุการณ์ที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เช่น I am writing a book on global warming.
   1.4เหตุการณ์เกิดขึ้นชั่วคราว เช่น she is living in London.
2. Perfective aspects จะมีคำว่า แล้ว เสร็จ เคย ได้
   2.1 ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือเวลาภายหลัง
          เช่น The thief had run away, when the police arrived.
   2.2 เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว และยังดำเนินอยู่มาถึงปัจจุบัน
         เช่น We have lived in Japan since last year.
   2.3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วโดยมีระบุเวลาแน่ชัด แต่เกิดขึ้นอย่างน้อย 1ครั้งนับจนขณะปัจจุบัน
         เช่น I have been to India before.
   2.4เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และยังส่งผลอยู่ในขณะปัจจุบัน
        เช่น He has cut himself. I have eaten rice.

Ex.
1.คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์
Most people believe that dogs are man’s best friends.

2.ปัจจุบันอัตราการว่างงานในประเทศไทยอยู่ที่ 28 เปอร์เซ็นต์
At present the unemployment in Thailand is stands / 28 percent.

3.ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันดื่มนม 1 แก้วทุกวัน
When I was young, I drank a glass of milk every day.

4.นิดโทรมาหาฉันเมื่อสองสามวันก่อน
Nid call me a few days ago.

5.ตั้งแต่น้อยลาออกจากงาน เขาไม่เคยโทรมาหาฉันเลย
Since Noi quit the job, she has never called me.

6.รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันแล้ว
The government has announced an increase in oil prices.

7.คุณทำงานหนักมาตลอด ตอนนี้ควรจะพักผ่อนบ้างได้แล้ว
You have been working hard. Now you should rest.

8.ระหว่างที่ฉันรอพบหมอ ฉันอ่านนิตยสารจบไป 2 เล่ม
While I was waiting for seeing the doctor, I read two magazines.

9.ก : ตอนที่ฉันเข้าไปในห้องนั่งเล่น สามีฉันกำลังดูข่าวอยู่
   ข : ตอนที่ฉันเข้าไปในห้องนั่งเล่น สามีฉันดูข่าวจบแล้ว
   A: When I went into the living room, my husband was watching news.
   B: When I went into the living room, my husband had watched the news.

10.ศักดิ์สูบบุหรี่มานาน 30 ปี แต่เขาเลิกสูบบุหรี่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน
Sak had been smoking for 30 years but he gave up smoking 2 years ago.

11.เขาจะเอาหนังสือมาคืนเธอวันศุกร์
He will return the book to on Friday.

12.ฉันกำลังจะเริ่มงานใหม่อาทิตย์หน้า
I am going to start a new job next week.

Out class
Present Simple
โครงสร้าง : Subject + Verb 1 (s, es)
รูปประโยคของ Present Simple คือ กริยาในช่องที่หนึ่ง ถ้าประธานเป็นเอกพจน์กริยาต้องเติม s, หรือ es ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ และ I กริยา ไม่ต้องเติม s Back to tense
หลักการใช้
1) ใช้กับเหตุการณ์ที่กระทำซ้ำๆ เป็นประเพณีและเป็นนิสัย (Repeated actions, customs and habits)
- He visits his family every weekend. (Repeated action)
- Ethiopians celebrate Christmas on 7 January. (Custom)
- He goes to be at nine o'clock every night. (Habit)

2) ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอ (universal truth)
- The earth goes round the sun.
- The sun rises in the east and sets in the west.
- The sun shines by day; the moon shines by night.

3) ใช้กับความสามารถ (ability)
- He plays the guitar very well.
- That man speaks English as well as he speaks his own language.

4) ใช้แทน Future หลังคำ if , unless, in case ในขณะที่ประโยคเงื่อนไข และคำ when , until, as soon as,
before, after
- If the weather is fine tomorrow, we shall have a picnic.
- We shall go out when the rain stops.
- We can't begin playing as soon as the whistle blows.
- I shall eat before he arrives.

5) คำกริยาบางคน เราจะไม่ใช้รูป present continuous tense แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะกำลังเกิดขึ้น
หรือกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็ตาม เช่น Verb to be --- I am late now. กริยาเหล่านี้แบ่งออกเป็น 6 ชนิดคือ
5.1 กริยาที่บ่งภาวะที่บังคับไม่ได้ (verb for states over which we have no control)
ได้แก่ กริยา see, hear , feel , taste , smell เช่น
- I see that it is raining again.
- I hear someone knocking at the door.
- This towel feels very soft.
- This soup tastes good.
- His breath smells bad.

5.2 กริยาที่แสดงความนึกคิด (verb for ideas) เช่น know (รู้) , understand (เข้าใจ) , think (คิด) ,
believe (เชื่อ) , disbelieve (ไม่เชื่อ) , suppose (สมมุติ) , doubt (สงสัย) , agree (เห็นด้วย), disagree (ไม่เห็นด้วย) , realize (ตระหนัก) , consider (พิจารณา) ,notice (สังเกต) , recognize (จำได้) , forget (ลืม) , remember (จำ) , recall (ระลึกได้) เช่น
- He now knows as much about the lesson as you do.
- I believe what he is saying is true.
- We agree to his suggestion.
- The teacher considers him as an industrial student.
- I downy recall where I met him. etc.

5.3 กริยาที่แสดงความชอบและความไม่ชอบ (Verbs for liking and disliking) เช่น like (ชอบ) ,
dislike (ไม่ชอบ) , love (รัก) , hate (เกลียด) , detest (ชิงชัง) , prefer (ชอบ) , forgive (ยกโทษ) , trust (ไว้ใจ) , distrust (ไม่ไว้ใจ) เช่น
- I like the movie I saw yesterday.
- She detests people who are unkind to animals.
- We prefer to go out without him.
- I distrust this young lady. etc.

5.4 กริยาที่แสดงความปรารถนา (verbs for wishing) เช่น wish (ปรารถนา) , want (ต้องการ) ,
desire (ปรารถนา) เช่น
- He wishes to leave as early as possible.
- She wants to go to Italy.
- We all desire happiness and health.

5.5 กริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ (Verbs of possession) เช่น possess (เป็นเจ้าของ) ,
have (มี) , own (เป็นเจ้าของ) , belong to (เป็นของ) เช่น
- He possesses two new cars.
- She has more money than she needs.
- I own several actress of land.
- This bicycle belongs to my brother.

5.6 กริยาเฉพาะบางคำ (Certain other verbs) เช่น be (เป็น อยู่ คือ) , appear (ปรากฏ) ,
seem (ดูเหมือน) , mean (หมายความว่า) , please (พอใจ) , displease (ไม่พอใจ) ,
differ (แตกต่าง) , depend (ขึ้นอยู่กับ , พึ่งพา) , resemble (ดูเหมือน) , deserve
(สมควรได้รับ) , refuse (ปฏิเสธ) , result (ส่งผลให้) , suffice (พอเพียง) , consist of
(ประกอบด้วย) , contain (ประกอบด้วย) , hold (บรรจุ) , fit (เหมาะสม คู่ควร) , suit (เหมาะสม) เช่น
- She is very selfish.
- He resembles his father.
- She refuses to marry him.
- New Zealand consists of two islands.
- The pink dress she is wearing suits her. ......etc...

6. ใช้กับ adverbs of time ดังต่อไปนี้
often (บ่อยๆ) , always (เสมอๆ) , sometimes (บางครั้ง) , usually (โดยปกติ) , generally (โดยปกติ),
normally (โดยปกติ) , frequently (บ่อยๆ) , rarely (แทบจะไม่เคย นานๆ ครั้ง) , seldom (แทบจะไม่เคย
นานๆครั้ง) , scarcely (แทบจะไม่เคย นานๆ ครั้ง) , hardly (แทบจะไม่เคย) , never (ไม่เคย) ,
in general (โดยปกติ) , now and again (บางครั้งบางคราว) , from time to time (บางครั้งบางคราว)
occasionally (บางโอกาส) , as a rule (ตามกฎ) , once a week (สัปดาห์ละครั้ง) , once a month
(เดือนละครั้ง) , twice a week (สองครั้งต่อสัปดาห์) , three times a week (สามครั้งต่อสัปดาห์) ,
every day (ทุกวัน) , every other day (วันเว้นวัน) , every (night / month, week/year/
Thursday) เช่น
- He is never late for school.
- He always studies grammar in the morning.
- She visits her parents every month.

Present Continuous Tense
โครงสร้าง: Subject + is, am, are + Verb - ing + (Object)
หลักการใช้
1. เมื่อการกระทำดำเนินอยู่ในปัจจุบัน (ขณะพูด) และต่อเนื่องมาถึงบัดนั้น และจบในอนาคต เช่น
My uncle is listening to the radio. (ลุงของผมกำลังฟังวิทยุ)
What is he doing? ( เขากำลังทำอะไรเหรอ ? )

2. การกระทำที่เกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นขณะนั้นจริง เช่น
More and more people are using Internet. (ผู้คนเริ่มเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกที)
Accidents are happening more and more frequently. (อุบัติเหตุเกิดขึ้นมากและบ่อยขึ้น)

3. แสดงเหตุการณ์ในอนาคต เกิดขึ้นแน่นอน เช่น
We are planning to go to the beach next week. (พวกเราวางแผนจะไปเที่ยวทะเลอาทิตย์หน้า)
She is going abroad next Tuesday. (หล่อนจะไปต่างประเทศวันอังคารหน้า)

4. ถ้าประโยคเชื่อมด้วย and (2 ประโยค) ให้ตัด Verb to be ที่อยู่หลัง and ออก เช่น
My father is smoking a cigarette and watching television. (คุณพ่อของฉันกำลังสูบบุหรี่และดูโทรทัศน์)
*กริยาที่นำมาใช้ใน Tense นี้ไม่ได้!!!*
1. กริยาที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น
I see the beautiful mountain. (ฉันดูภูเขาอันงดงาม) ไม่ใช้ I am seeing the beautiful mountain.
2. กริยาที่แสดงถึงภาวะของจิต, แสดงความรู้สึก, ความผูกพัน ไม่นิยมนำมาใช้ เช่น
I know him very well (ผมรู้จักเขาดี) อย่าใช้ : I am knowing him very well.
He believes that taxes are too high. (เขาเชื่อว่าภาษีแพงเกินไป) อย่าใช้: He believes that taxes are too high.

หลักการเติม -ing
1). กริยาที่ลงท้ายด้วย E ให้ตัด E ทิ้ง แล้วเติม -ing
2). กริยาที่ลงท้ายด้วย EE ให้เติม -ing ได้เลย
3). กริยาที่ลงท้ายด้วย IE ให้เปลี่ยนเป็น Y ก่อน แล้วเติม -ing
4). กริยาที่มีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว พยางค์เดียว เพิ่มตัวสะกดอีกตัวหนึ่ง แล้วเติม -ing
5). กริยาที่มี 2 พยางค์ออกเสียงหนักที่พยางค์หลัง มีสระและตัวสะกดตัวเดียว เพิ่มตัวสะกด แล้วเติม -ing
6). กริยา 2 พยางค์ต่อไปนี้ เพิ่มตัวสะกดเข้ามาแล้วเติม -ing หรือไม่ก็ได้
[แบบอเมริกัน] : travel => traveling, quarrel => quarreling
[แบบอังกฤษ] : travel => travelling, quarrel => quarrelling

Present Perfect Tense
โครงสร้าง : S+has/have+V3
Present Perfect Tense ใช้กับ Adverbs of time ต่อไปนี้ since (ตั้งแต่) , for (เป็นเวลา) , just
(เพิ่งจะ), already (เรียบร้อยแล้ว) , yet (ยัง) , recently (เมื่อเร็วๆ นี้ ช่วงนี้) , lately (เมื่อเร็วๆ นี้ ช่วงนี้) , never (ไม่เคย) , ever (เคย) , so far (จากบัดนั้นจนบัดนี้) , up to now (จากบัดนั้นจนบัดนี้) , up to the present time (จนถึงปัจจุบัน) ,many times (หลายครั้ง) , several times (หลายครั้ง) , over and over (ครั้งแล้วครั้งเล่า) ,
at last (ในที่สุด)
หลักการใช้
1. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และยังดำเนินหรือมีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มักมีคำว่า since และ for อยู่ด้วย since (ตั้งแต่) ใช้กับจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นๆ ในอดีต (a point of time in the past)
เช่น since then (ตั้งแต่นั้น) , since yesterday (ตั้งแต่เมื่อวาน) , since six o'clock (ตั้งแต่ 6 โมง)
since last month (ตั้งแต่เดือนที่แล้ว) , since Christmas , since World War II ,
since the beginning of the year , since I was born , since I was young.
(หลัง since จะตามด้วย คำ หรือวลี ที่บอกอดีต หรือ จะตามด้วย ประโยคที่มีกริยาเป็นอดีต main clause)
- We have lived in this house since our father died.
- Since he has changed his job , he has been much happier.
- That child has grown very much since I last seen him.
- I have known him since 1990.
- I have never seen him since last year.
- My father has smoked since he was young.

for (เป็นเวลา) ใช้กับจำนวนเวลานับตั้งแต่เหตุการณ์จนถึงขณะที่พูด (a period of time)
เช่น for twenty minutes (เป็นเวลา 20 นาที) , for four hours (เป็นเวลา 4 ชั่วโมง) ,
for years (เป็นปีๆ) , for ages (เป็นเวลานาน) , for the last month (เป็นเวลาตลอดเดือนที่แล้ว),
for a long time (เป็นเวลานาน) , for the last two years (เป็นเวลาตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา)
- Billy hasn't written to me for three days.
- I haven't seen John for many weeks.
- They have lived in this district for a long time.
- Mary hasn't eaten any meat for over a year.

(หมายเหตุ - แต่ถ้าข้อความใน main clause เกี่ยวกับระยะเวลาให้ใช้ present simple และ clause หลัง since
ให้ใช้ past simple เช่น
- It is (seems) a long time since our last holiday.
- It is eight years since I left university.
- It seems a long time since he left me.
- It is two weeks since I wrote to my boyfriend.
- How long is it since you moved into your new house?

2. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งกระทำเสร็จสิ้นใหม่ๆ จะมีคำว่า just , recently (=lately ) = (not long ago) และ
lately ใช้กับประโยคคำถามและปฏิเสธ
- Have you finished your assignment?
- Yes, I have just finished it.
- The results have just been announced.
- He has recently got married.
- Have you been there lately?

3. ใช้กับคำว่า yet และ already
yet (ยัง) ใช้กับ Question, Negative Answer และ Negative Statement
already (เรียบร้อยแล้ว) ใช้กับ Affirmative Statement และ Affirmative Answer
- We have not yet read that book. (Neg. St.)
- Has he come back yet? (Question)
- No, he has not come back yet. (Neg. Ans.)
- Yes, he has already come back.
- Yes, he has come back already.
**** already เมื่อเป็นการแสดงความประหลาดใจของผู้พูดจะใช้ในประโยคคำถาม
- Have you finished your report already?
Question(คำถาม) Affirmative(บอกเล่า) Negative(ปฏิเสธ)
- just -
yet - yet
already already -

4. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตและยังไม่จบในขณะที่พูด จะมีคำว่า ever , never
ever ใช้กับ Question
never ใช้กับ Negative Statement และ Negative Answer
- Have you ever been to America? (Question)
- No, I have never been there. (Neg. Ans.)
- Yes, I have been there .
- I have never palyed ice-skating. (Neg, St.)

5. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ได้บ่งเวลาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน จะมีคำว่า up to the present time , until now , so far , so far this month , at last,
 Up to the present time we have had no news from John.
- I have received no answer from him so far.
- He has finished his report at last.

6. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำซากหลาย ๆ ครั้ง จะมีคำว่า many times, several times , over and over
- I have been to Hua-Hib many times.
- She has seen "Jurassic Park" several times.
- We have studied Tenses over and over.

7. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว แต่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันหรืออนาคต
- Janet has bought a car so that she will have transportation to work.
- He has studied all day so that he can go to the dance tonight.

8. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งยังไม่สิ้นสุด จะมีคำว่า this month , this year
- Have you had a holiday this year?
- You have done a lot of work this morning.
- I have read two books this week.

9. ใช้ในบทสนทนา จดหมาย รายงาน หนังสือพิมพ์
Conversation --- I have lost my keys. Have you seen them? Yes, I have seen them.
Yes, I saw them yesterday. (ถ้ามีเวลาบอก ใช้ past simple)
Letters - -- Dear James,
I'm sorry that I haven't written to you for such a long time but I have been
very busy working for an examination.
He , She , The girl has finished the report.
written a letter.
sung many songs.
had a drink.
I
We , They , You
The girls have


Present perfect continuous tense
โครงสร้าง : S+ has/have + been + V + ing
หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงดำเนินต่อไป ใช้กับคำว่า since และ for ส่วนมากมักจะใช้กับ verb ที่มีความหมายเป็นการกระทำที่นาน (long action) เช่น learn , lie , stay , sit , stand , study , sleep, rest , read , work , wait , play , etc. ต่างกับ present perfect ก็ตรงที่ใช้เน้นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน และอาจจะดำเนินต่อไปในอนาคต
- We have been living here since 1987.
(= We came here in the past and we are still living here now.)
- She's been waiting for a long time.
(= She's still waiting now.)
- I've been studying English for eight years.
( = She's still studying English now.)
- James has been painting that door since three o'clock and he hasn't finished it yet.
(หมายเหตุ - เหตุการณ์ ทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่เสร็จสิ้นลง)

2. ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นได้ในขณะที่พูด เช่น
- The workmen have been digging up the road and now the traffic cannot pass.
- What have you been eating? Your lips and chin are purple.
- We have been driving along muddy roads and now the car is dirty.
- He has been drinking and can't walk straight.
- He has been studying all night and has fallen asleep in class.

Past Simple Tense
Past Simple Tense ใช้แสดงถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตและได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยมี
โครงสร้างประโยคดังนี้
Subject + verb ช่องที่ 2
หลักการใช้ Past Simple Tense
1. ใช้แสดงถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและสิ้นสุดลงแล้ว โดยจะระบุเวลาไว้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น
- Mark arrived at 7 o'clock yesterday.
- Joe bought a new car last week.
- The train stopped five minutes ago.
- They studied French last term.

2. ใช้แสดงถึงการกระทำที่เป็นนิสัยหรือเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต แต่ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน มักมี adverbs of frequency ที่แสดงความบ่อยรวมอยู่ในประโยคเช่น always, usually, often, every........เป็นต้น และต้องมีคำบอกเวลาในอดีตแสดงไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น
- It often rained last week.
- He always played tennis last year.
- Jim drank coffee every two hours last night.
- They swam every evening last year.

3. ใน Past Simple Tense สามารถใช้ used to +คำกริยาช่องที่ 1 (เคย) แสดงถึงการกระทำที่กระทำอยู่ หรือที่เป็นอยู่เป็นประจำในอดีต ตัวอย่างเช่น
- Sam used to travel to Japan on business.
- She used to work here.
- They used to live in Chiang Mai.

หลักการเปลี่ยนคำกริยาให้เป็น Past Tense
การเปลี่ยนรูปคำกริยาเป็น past tense มี 2 วิธี คือ
1, การเติม ed ที่ท้ายคำกริยาช่องที่ 1 (Regular Verb)
2. คำกริยาที่เปลี่ยนรูปใหม่ ( Irregular Verb)

หลักการเติมเติม ed ที่ท้ายคำกริยามีดังนี้
1.คำกริยาโดยทั่วไปเมื่อเปลี่ยนเป็นคำกริยาช่องที่ 2 ให้เติม ed ได้เลย เช่น
clean - cleaned
help - helped
watch - watched
2. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้ว ให้เติม d ได้ทันทีเช่น
like - liked
bake - baked
live - lived
3. คำกริยาที่เป็นพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มตัวสะกดตัวท้ายอีกหนึ่งตัวก่อน แล้วจึงเติม ed เช่น
stop - stopped
fit - fitted
plan - planned
4. คำกริยาที่มี 2 พยางค์ ออกเสียงเน้นหนักพยางค์หลังให้เพิ่มตัวสะกดตัวท้ายอีกหนึ่งตัวก่อน แล้วจึงเติม ed
prefer - preferred
control - controlled
5. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย yและหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วจึงเติม ed เช่น
study - studied
cry - cried
carry - carried
แต่ถ้าหน้า y เป็นสระให้เติม ed ได้เลย เช่น
play played
stay – staye

การทำเป็นประโยคคำถาม
1. ให้สังเกตว่าในประโยคมีกริยาช่วยหรือไม่ ถ้ามีให้นำกริยาช่วยมาวางไว้หน้าประโยคและใส่ เครื่องหมาย? (Question mark) ดังนี้
- He was in the bathroom five minutes ago.
Was he in the bathroom five minutes ago?
Yes, he was./No, he wasn't.
2. ถ้าในประโยคนั้นไม่มีกริยาช่วย ให้ใช้ did มาช่วย ( ประธานทุกตัวใช้ did) โดยนำ did มาวางไว้หน้าประโยค ตามด้วยประธานและกริยาต้องอยู่ในรูปเดิม( ช่องที่ 1) ท้ายประโยคใส่เครื่องหมาย?(question mark)
Cathy lived with her parents.
Did Cathy live with her parents?
Yes, she did. / No, she didn't.

การทำให้เป๋นประโยคปฏิเสธ
1. ถ้าในประโยคมีกริยาช่วยให้ใส่ not หลังกริยาช่วยนั้น เช่น
I was tired.
I was not tired หรือ I wasn't tired.
2. ถ้าไม่มีกริยาช่วยให้ใช้ did มาช่วย (ประธานทุกตัวใช้ did) แล้วใส่ not หลัง did และกริยาช่องที 2 ต้องเปลี่ยนเป็นกริยาช่องที่ 1
Ben danced yesterday.
Ben did not(didn't) dance yesterday.
Angela saw the dentist last week.
Angela did not (didn't) see the dentist last week.

Past continuous tense
โครงสร้าง : S + was/ were +V ing
I , He , She
John was walking
running.
singing.
swimming.
sleeping at eleven o'clock yesterday.
We, You , They ,
The boys were
หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีตในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน เช่น
- They were learning English at eleven o'clock yesterday.
- At nine o'clock last night we were watching television.
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่เป็นเวลานานในเวลาเดียวกันในอดี ซึ่งจะใช้ past continuous
กับทั้งสองเหตุการณ์นั้น เช่น
- The students were thinking about their lunch while the teacher was explaining
new words.
(Two long actions happening at the same time in the past .)
- She was singing as I was sweeping the floor.
3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก (The first action was happening when the second ,
shorter action happened.)
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ ใช้ past continuous
เหตุการณ์สั้นๆ ที่เข้ามาแทรก ใช้ past simple
- The student interrupted her while she was explaining how to use the machine.
(นักเรียนพูดสอดแทรกเธอ ในขณะที่เธอกำลังอธิบายถึงวิธีการใช่เครื่องจักร)
- When I came home , my mother was talking on the telephone.
- While/As he was walking past the building , he heard a scream.
หมายเหตุ --- Clause ที่ตามหลัง when (เมื่อ) มักใช้ past simple ส่วน clause ที่ตามหลัง while (as) (ในขณะที่)
มักใช้ past continuous แต่ถ้าเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน หรือเกือบขณะเดียวกัน ก็ให้ใช้ past simple ทั้งสองเหตุการณ์ เช่น
- They left the hall as I entered it.
4. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีต ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน
- Last year he was taking paino lessons every day.
- We were visiting my parents every evening while we were in Bangkok.
หมายเหตุ --- รูปประโยคที่ใช้ past continuous ในข้อ 4 นี้ มีความหมายเหมือนกับรูปประโยคที่ใช้ past simple
และเรานิยมใช้กับ past simple มากกว่า

Past perfect tense
โครงสร้าง : S + had +V
รูปประโยคของ Past Perfect Tense นี้ ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์ หรือพหูพจน์จะต้องใช้กริยาช่วย had กับกริยาช่องที่ 3 เสมอ เช่น
I , He , She,
Jim had gone out before John came.
finished reading when Bill came in.
left when Helen reached home.
You , We , They,
Tom and Mary
หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้วในอดีตเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน
อีกเหตุการณ์หนึ่ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ใช้ Past Perfect
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลัง ใช้ Past Simple
และมักจะเชื่อมด้วยคำว่า when , before , after , until , as soon as , เช่น
- He had written to her four times when he got her reply.
(ใช้ past perfect เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเขียนถึงเธอ 4 ครั้ง ก่อนที่เขาได้รับคำตอบจากเธอ)
2. ใช้กับคำว่า by the time
By the time + Past simple , Past Perfect
- By the time the sun set , we had left school.
- By the time the children went to bed , they had already finished their homework.
3. ใช้หลังคำว่า that ในประโยค Indirect Speech ซึ่งเปลี่ยนมาจากประโยค Direct Speech เช่น
- He told me that they had left about an hour before.
- They said that they had done the report.
4. ใช้กับ no sooner ................than... (ทันทีที่..........ก็....)
Hardly ....................when ....(ทันทีที่..........ก็....)
Scarcely ............when .......(ทันทีที่..........ก็....)
Subject had no sooner V3 than Subject Past Simple
hardly when
scarcely when
- They had no sooner finished their work than they went out.
- They had scarcely left the house when the letter came.

Past perfect continuous tense
โครงสร้าง : S+ had +been +V ing
หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสองเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่เป็นเวลาต่อเนื่องกัน
ก่อนที่จะมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับ Past Perfect นั่นเอง แต่ต่างกับ Past Perfect ตรงที่
เน้นถึงอาการที่ได้ดำเนินต่อเนื่องกันไปเท่านั้น เช่น
- We had been discussing the matter for two and a half hours when he arrived.
(แสดงให้เห็นถึงการอภิปรายที่เริ่มต้นก่อนที่เขาจะมาถึง และบางที่จะดำเนินต่อไปอีก)
- When he came, she had been waiting for half an hour.
- She had been living in Phrase for ten years before she moved to Lampang.
หมายเหตุ -- กริยาบางตัวเท่านั้นที่ใช้รูป Perfect Continuous ได้ เช่น wait , work , live , lie ,
sleep,go, play , talk , sit , etc....ซึ่งเป็นกริยาที่แสดงอาการได้นานๆ (long action)
2. ใช้แสดงการกระทำที่เป็นอดีต แต่ปรากฎผลให้เห็นในเวลาต่อมา เช่น
- Mary was dark because she had been sunbathing.
- I was tired because I had been driving all day.

Future Simple Tense
10.1 ประโยค Future Simple Tense เชิงบอกเล่า
โครงสร้าง : Subject + will, shall + verb 1
( ประธาน + will, shall + กริยาช่อง 1 )
ตัวอย่าง : 1. I shall go to Chiang mai tomorrow. ( ฉันจะไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ )
2. She will study Spanish next week. ( หล่อนจะเรียนภาษาสเปนสัปดาห์หน้า )

10.2 ประโยค Future Simple Tense เชิงปฏิเสธ
เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง will หรือ shall ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้
โครงสร้าง : Subject + will, shall + not + verb 1
( ประธาน + will , shall + not + กริยาช่อง 1 )
ตัวอย่าง : 1. I shall not ( shan’t ) go to Chiang mai tomorrow. ( ฉันจะไม่ไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ )
2. She will not ( won’t ) study Spanish next week. ( หล่อนจะไม่เรียนภาษาสเปนสัปดาห์หน้า )

10.3 ประโยค Future Simple Tense เชิงเชิงคำถามและการตอบ
เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Simple Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ will หรือ shall มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้
โครงสร้าง : Will, Shall + Subject + verb 1 ?
( Will, Shall + ประธาน + กริยาช่อง 1 ? )
ตัวอย่าง : 1. Shall you go to Chiang mai tomorrow ? ( คุณจะไปเชียงใหม่วันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ )
 Yes, I shall. ( ใช่ฉันจะไป )
 No, I shan’t. ( ไม่ฉันจะไม่ไป )
2. Will she study Spanish next week ? ( หล่อนจะเรียนภาษาสเปนสัปดาห์หน้าใช่หรือไม่ )
- Yes, she will. ( ใช่หล่อนจะเรียน )
- No, she won’t. ( ไม่หล่อนจะไม่เรียน )

10.4 หลักการใช้ Future Simple Tense
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เช่น My father will go to America next month. ( พ่อของฉันจะไปอเมริกาเดือนหน้า )
I shall play football tomorrow afternoon.( ฉันจะเล่นฟุตบอลบ่ายวันพรุ่งนี้ )
future continuous tense
โครงสร้าง : S + will / shall + be + Ving
I, We shall be working
running
walking
learning at this time tomorrow.
You , He , She , It
They , Samuel will

หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและจะกำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจนในอนาคต เช่น
- We'll be driving to the country at half past nine tomorrow.
(เราจะกำลังขับรถไปชนบทตอน 9.30 วันพรุ่งนี้)
- He'll be living in Australia this time next year.
- They'll be waiting at the airport when you arrive.
- Your parents will be thinking of you while you are taking the exam.
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะทำเช่นนั้นในอนาคต เช่น
- He'll be having extra lessons twice a week next term.
- You'll be wearing warm clothes every day when you live in England.
3. ใช้เมื่อต้องการถามหรือขอร้อง (polite questions or requests)
- Will you be staying here longer?
- Will you be coming to see me soon?
- Will you be paying me a visit this week?

Future perfect tense
โครงสร้าง : S + will + shall + have V3
หลักการใช้
ใช้เพื่อแสดงการกระทำหรือเหตุการณ์ซึ่งจะได้สิ้นสุดลง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต โดยมีเวลา
บอกไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อถึงเวลานั้นแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสำเร็จเรียบร้อย แม้ว่าในขณะที่พูด
เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่เกิดก็ตาม มักใช้กับคำว่า "by" เช่น by tomorrow ,
by 5 o'clock , by next week , by 2005 , by the end of this month (year) ,
by then , by the time
- By the end of this year your new maid will have broken all your glasses.
(เมื่อถึงสิ้นปีนี้ คนใช้คนใหม่ของเธอจะทำแก้วแตกทั้งหมด =All the glass will break before the end of this year)
- The meeting will have finished by six o'clcok.
(การประชุมจะเสร็จสิ้นแล้วเมื่อถึงเวลา 6 นาฬิกา = It may have started already or it may not have started yet. But it will finish before six.)
- You'll have done your homework when your parents arrive.
(เธอจะทำการบ้านเสร็จแล้วเมื่อพ่อแม่กลับมาถึงบ้าน = The homework will be
finished before their arrival.)
- He'll have saved much by the time he has retired.
(เขาจะเก็บเงินได้มากแล้วเมื่อถึงเวลาที่เขาเกษียณจากงาน)
หมายเหตุ -- ข้อความใน time clause นั้นจะต้องใช้ present simple หรือ
present perfect จะใช้ future simple ไม่ได้ เช่น
- When we reach America , we shall have sailed around the world.
- She'll have written five books by the time she has finished this one.

Future perfect continuous tense
โครงสร้าง : S + will / shall + have + been + V ing
หลักการใช้
Tense นี้มีวิธีใช้เหมือนกับ Future Perfect ต่างกันตรงที่ว่า เราใช้ Tense นี้ก็เพื่อเน้นว่าการกระทำได้ดำเนิน
ต่อเนื่องกันไปเมื่อถึงเวลานั้นการกระทำนั้นก็ยังคงดำเนินอยู่และจะดำเนินต่อไปอีก เช่น
- By 2005 we'll have been living in Lampang for ten years.
(เมื่อถึงปี 2005 เราจะอาศัยอยู่ในลำปางครบ 10 ปี = We came to live in Lampang in 1995.
We shall probably continue living in Lampang after 2005.)
- When we finish M.6, we 'll have been studying English for twelve years.
(เมื่อเราจบชั้น ม.6 เราจะเรียนภาษาอังกฤษครบ 12 ปี = We studied English in the past
and after we finish M.6 we probably continue studying English.)
- It will have been raining for one hour if it doesn't stop by four o'clock.
(ฝนจะตกได้ครบ 1 ชั่วโมง ถ้ามันยังไม่หยุดตกภายใน 4 โมงนี้ = It started raining at three o’clock and it probably continue raining after that.)

แปล
1.อย่าโทรมาหาฉันช่วง 6 โมงถึงทุ่มหนึ่งนะ ฉันกำลังกินข้าวเย็นอยู่ตอนนั้น
Do not call me up at 6 pm. to 7 pm. I was having dinner at the time.

2.โทรมาหาฉันหลังทุ่มหนึ่งนะ ฉันกำลังกินข้าวเสร็จแล้วตอนนั้น
Calling me after 7 pm., I was finished eating at that time.

3.เมื่อเช้านี้ตอนเราไปถึงที่ทำงาน ก็พบว่ามีคนงัดเข้าไปในบริษัทตอนกลางคืน
When we go to work this morning, I find that there are people breaking into the company at night.

4.จอยบอกฉันว่า เขาจะไปเที่ยวเชียงใหม่ในเดือนพฤษภาคม
Joy told me that she will go to travel to Chiang Mai in May.

5.เธอคิดอะไรตอนที่ซื้อกระโปรงตัวนี้นะ มันสั้นมาก
What do you think when you bought this skirt? So short it.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น