วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

HOUSE REGISTRATION

HOUSE REGISTRATION
PROVINCIAL ADMINISTRATION DEPARTMENT, MINISTRY OF INTERIOR
                                                                                                                             
                    HOUSE PARTICULARS                                                 Book No.1
House Code No. 9601-013070-1   Local Registration Office : MEANG NARATHIWAT
Address: HOUSE NO. 144/4 Mooti 6
              MANANGTAYA SUB-DISTRICT, MEANG NARATHIWAT DISTRICT,
              NARATHIWAT PROVINCE
Village Name :                                              House Name :
Type of House : HOUSE                              Description of house :
Date of stipulating the house number : 9 October 1996
………………………………………………………………………………………………………
Signature : ( MRS. Preeya Kherdkha ) Registrar
Date of printing the house registration : 22 June 2000
                                                                                                                                 
                                                                                                                                
Book No.1        List of persons of the house code no. 9601-013070-1         Serial No. 3
Name : MISS ASEELAH HEEYA         Nationality : THAI            Sex : FEMALE
ID NO : 1-9601-00080-07-3         Status : RESIDENT      Date of Birth : 7 April 1989
Name of natural mother : SAREEPAH  3-9601-00073-46-4        Nationality : THAI
Name of natural father : RONING                                                Nationality : THAI
Transferred from : CIVIL HOUSE REGISTRATION DATABASE
Signature : ( MRS. Preeya Kherdkha ) Registrar
………………………………………………………………………………………………….....
** Transferred to                                                                             Registrar
                                                                                                                             

Lesson Plan















วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Week 14

11-2-2011
Adverb clause
Adverb clause (วิเศษณานุประโยค) คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยาหรือ คำวิเศษณ์หรืออาจอธิบายได้ว่า Adverb clause เป็นประโยคย่อมที่ขึ้นต้นด้วยคำสันธาน ชนิด subordinate conjunction (เป็นคำสันธานที่ใช้เชื่อมประโยคย่อยเข้ากับประโยคหลัก ส่วนคำสันธานที่ใช้ในประโยคความรวม เรียกว่า coordinating conjunction)
คำสันธานชนิด subordinate conjunction ทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น
๑. บอกเวลา ได้แก่ before, after, when, while,..
๒. บอกลักษณะ ได้แก่ as if, as though,
๓. บอกการเปรียบเทียบ ได้แก่ asas
๔. บอกวัตถุประสงค์ ได้แก่ so that, in order that,..
๕. บอกสถานที่ ได้แก่ where, wherever,.
๖. บอกความขัดแย้ง ได้แก่ though, even if,.
๗. บอกเงื่อนไข ได้แก่ If, provided, unless,.
ตัวอย่างเช่น
If it rains we will stay indoors.
I will go when I have finished my homework.
I ate as fast as I could.
ประโยค complex sentence ถ้านำมาใช้อธิบายประโยคความซ้อนในภาษาไทย นักเรียนอาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า การที่จะอธิบายจากภาษาไทยโดยตรง นี่หมายถึงว่านักเรียนควรจะมีความรู้ภาษาอังกฤษพอสมควร
จากที่อธิบายเปรียบเทียบมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความสัมพันธ์ระหว่างไวยากรณ์ไทยกับไวยากรณ์อังกฤษ
เครื่องหมายวรรคตอน
เป็นสิ่งสำคัญในการแปลอังกฤษเป็นไทย เพราะเป็นเครื่องนำไปสู่ความหมาย การไม่สังเกตเครื่องหมายวรรคตอนหรือการตีความเครื่องหมายวรรคตอนผิดอาจทำให้การแปลผิดพลาดได้
ข้อสังเกตในการแปลเมื่อพบเครื่องหมายวรรคตอน
1. period หรือ Full Stop ( . ) ใช้เมื่อจบประโยคหรือจบความคิดหนึ่ง ๆ เช่น
- Eleven o clock. Half past eleven. Twelve o clock. Our daughter has not come back yet.
ห้าทุ่มก็แล้ว ห้าทุ่มครึ่งก็แล้ว และสองยามก็แล้ว ลูกสาวของเรายังไม่กลับมาเลย
2. Colon ( : ) ใช้เพื่อแสดงว่าข้อความที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมาย colon เป็นข้อความที่อธิบายข้อความที่อยู่ข้างหน้า เวลาแปลอาจใช้คำว่าเพราะ หรือ นั่นคือ แทน colon เช่น
- We have had to abandon our holiday plans : the places didn t work out.
เราต้องยกเลิกแผนการณ์ท่องเที่ยววันหยุด เพราะเราตกลงเรื่องสถานที่กันไม่ได้
- On the beach she saw a perfect picture : an old man carrying the small grandson on his shoulder, smiling.
เธอมองเห็นภาพประทับใจที่ชายหาด นั่นคือชายชราคนหนึ่งกำลังยิ้มละไมขณะกำลังแบกหลานชายตัวเล็ก ๆ บนบ่า
3. Comma ( , ) ใช้เพื่อแยกคำหรือวลีในเรื่องเดียวกัน เมื่อเขียนติดต่อกันไปตามลำดับ เวลาแปลเป็นไทยไม่ต้องใส่ comma และ comma ไม่มีความหมายแต่ถ้า comma ใช้แยกข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่อเป็นการอธิบายหรือขยาย noun
ข้างหน้า เวลาแปลอาจใช้คำว่า ซึ่งเป็น แทนเครื่องหมาย comma เช่น
- Mr. Higgins, our teacher, had a serious accident yesterday.
มิสเตอร์ฮิกกินส์ซึ่งเป็นอาจารย์ของเราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
การใช้หรือไม่ใช้ comma อาจมีผลต่อการแปล เช่น
- Jenny walked away from Tim believing that she was worng.
เจนนี่เดินจากทิมผู้ซึ่งเชื่อว่าเจนนี่เป็นคนผิด
- Jenny walked away from Tim, believing that she was wrong.
เจนนี่เดินจากทิมด้วยความเชื่อว่าตนเองเป็นคนผิด
- My boss doesn t like Harry James and me.
เจ้านายของผมไม่ชอบผมและแฮรี่ เจมส์ ( 2 คน )
- My boss doesn t like Harry, James and me.
เจ้านายของผมไม่ชอบทั้งผมและแฮรี่กับเจมส์ด้วย ( 3 คน )
4. Dash ( - ) ใช้แยกส่วนของข้อความจากส่วนอื่น ๆ เพื่อเป็นการอธิบายหรือเน้นเวลาแปลอาจเพิ่มคำว่า ได้แก่ แทน เช่น
- His wife was left with everything that Peter had ever owned his house , his car , his money and everything of his possessions.
ปีเตอร์ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้ภรรยาของเขา ได้แก่ บ้าน รถ เงิน และทุก ๆ อย่างที่เป็นของเขา
5. Semicolon ( ; ) ใช้เพื่อแยกข้อความที่มี Commas คั่นอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยแยกความคิดในข้อความที่แปลได้ เช่น
- The results of the vote in the United Nations were the following : nine nations voted for the resolution ; two nations , Canada and Mexico, voted against it ; and three nations abstaind from voting.
ผลของการลงคะแนนเสียงในสหประชาชาติมีดังต่อไปนี้เก้าประเทศมีมติเห็นด้วย อีก 2 ประเทศคือ คานาดา และเม็กซิโกคัดค้าน และอีกสามประเทศงดออกเสียงส่วนการใช้ semicolon อย่างอื่นไม่สู้มีปัญหาในการแปล


Adjective Clause.
This is the house that jact built.
= principal clause(main) = adjective clause
that jact built เป็น dependent clause ชนิด adjective clause เพราะทำหน้าที่ adjective ขยายคำนามใน main clause ซึ่งอยู่ติดกันนั่นคือ the house Adjective clause จะขึ้นต้นด้วย "relative" เช่น
who, whom, whose, which, that, where etc. ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง clause
Who 1. แทนคน
2. Subject
เชื่อมประโยค
I met a boy. That boy knows you.
1. คน เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ who แทน that boy
2. Subject
สรุปโครงสร้าง who + verb
Whom 1. แทนคน
2. object
เชื่อมประโยค
1. I met the boy. You know him. (1. คน 2. object ของ verb เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ whom แทน him)
2. That girl is diligent. I went to speak to her. (Object ของ preposition "to"จะใช้ whom แทน her)
สรุปโครงสร้าง Whom + subject + verb
Whom + subject + verb + ----- + preposition
หมายเหตุ
1. สามารถ "whom" ได้
2. สามารถย้าย "preposition" ไว้หน้า relative ได้
I met the boy you know.
That girl I want to speak to is diligent.
That girl to whom I want to speak is diligent.
Whose 1. แสดงความเป็นเจ้าของ
2. เป็นทั้ง Subject และ Object
เชื่อมประโยค
1. The girl comes from Ubot. Her hair is dark and long.
1. แสดงความเป็นเจ้าของว่าเป็นของ "ผม"ของผู้หญิง
2. Her hair เป็น subject
เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ whose แทน her
The girl whose hair is dark and long comes from Ubol.
สรุปโครงสร้าง Whose + noun + verb
2. The man is handsome. We stayed at his house.
1. แสดงความเป็นเจ้าของว่าเป็น "บ้าน" ของผู้ชาย
2. his house เป็น Object
The man whose house we stayed at is handsome.
สรุปโครงสร้าง Whose + noun + Subject + verb
Which 1. แทนสัตว์ และสิ่งของ
2. เป็นทั้ง Subject และ Object
เชื่อมประโยค
1. The dog is named Dick. It is barking at the cat.
1. สัตว์
2. Subject
เมื่อเปลี่ยนเป็น adj. clause จะใช้ which แทน it
The dog which is barking at the cat is named Dick.
สรุปโครงสร้าง Which + Subject + Verb
Which + Subject + Verb + .... + preposition
หมายเหตุ
1. สามารถละ "which" ซึ่งเป็น object ได้
2. สามารถย้าย "preposition" ไว้หน้า relative ได้
The book I left on the table is very interesting.
The palace the king lives in is very large.
The palace in which the king lives is very large.
that 1. แทนคน สัตว์ สิ่งของ
2. เป็นทั้ง Subject และ Object
สรุปใช้แทน who, whom และ which


Phrase
เราแบ่งประเภทของ Phrase แต่ละชนิดตามคำหลัก (Head)ของมัน หรือ หน้าที่ที่มันทำอยู่ในประโยค
e.g. The plumber’s bill should have been paid last week. Head = paid ดังนั้นเป็น Verb phrase
โดยเราสามารถแบ่ง Phrase ออกเป็นประเภทตามหน้าที่ ที่คำหลักนั้นอยู่ในประโยคดังนี้
1. Prepositional phrase มีคำ Prepositionเป็นคำหลักของPhrase (Prep อยู่หน้าPhrase)
e.g. I called her on the phone. ฉันโทรหาหล่อนทางโทรศัพท์ [on the phone = Prep phrase]
2. Adjective phrase มีคำAdjectiveเป็นคำหลักของPhrase นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง Phraseอื่นๆที่ทำหน้าที่เสมือน Adjอีกด้วย
e.g. She’s absolutely impervious to criticism. หล่อนไม่ครั่นคร้ามต่อคำวิพากษวิจารณ์ [Adj phrase]
That food is good to eat. อาหารนั้นมีประโยชน์ที่จะรับประทาน [Adj phrase]
John is a man with a kind nature. จอห์นเป็นชายที่มีนิสัยโอบอ้อมอารี [Adj phrase]
3. Adverb phrase คือphraseใดๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Adverbในประโยค
e.g. The computer was devised specifically for use by those physicists. [Adv phrase]
John ran with great speed. [with great speed = quickly] [Adv phrase]

He fell to the ground. = down ตกลงที่ไหน [Adv phrase]
4. Noun phrase คือกลุ่มคำใดๆที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม Nounในประโยค
e.g. Bali’s spectacular beaches, volcanoes, lakes, temples, and terraced rice fileds have made it one of the most visited places on earth.
[ถ้าเราตัดตัวที่ขีดเส้นใต้ออกประโยคก็จะขาด Noun]
5. Verb phrase คือphraseที่มี verbเป็นคำหลัก
e.g. The box must have been opened. [Verb phrase]
อย่าจำสับสนกับ Phrasal verb ที่เป็นกลุ่มคำพิเศษที่ประกอบด้วยVerbและ Particles (อาจเป็นAdverbหรือPreposition)ซึ่งอาจมีความหมายที่แตกต่างจาก Verbหลักไปเลย

e.g. We didn’t bargain for what happened. เราไม่ได้คิดสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าเลย
[bargain ต่อรอง for = Phr V = expect คิดเอาไว้ก่อน]
6. Participle/Participial phrase กลุ่มคำที่มีParticipleเป็นคำหลักใช้ขยายความหมายเสมือน Adjective
e.g. The villagers lived in a house built of stone. [Past Part = ถูกสร้างจากหิน]
Being tired, we want to go home. [Present Part = รู้สึกเหนื่อย]
Walking along the street, we met John. [Present Part = ขณะกำลังเดินอยู่ที่ถนน]
7. Absolute phrase คือphraseผสมระหว่างNoun/Pronounกับ Participleโดยมีความหมายที่ไม่ได้เกี่ยวกับประโยคที่มันอยู่เลย
e.g. The students marching along, the people stood on both sides of the road.
นักเรียนเหล่านั้นกำลังเดินแถวตามๆกันมา ผู้คนเหล่านั้นได้ยืนอยู่บนสองฝากถนนนั้น
[นักเรียนเดิน ก็เดินไป ผู้คนยืน ก็ยืนไป ไม่ได้ขยายซึ่งกันและกัน]
8. Infinitive phrase กลุ่มคำที่มี Infinitive Toนำหน้า
e.g. John is the first man to walk in space. จอห์นเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินในอวกาศ [To infinitive =ทำหน้าที่ขยาย man]
9. Gerund phrase กลุ่มคำที่ทำหน้าที่ของ Gerund
e.g. Her beautiful singing charmed us. [Gerund phrase]
I hate having to clean the room. [Gerund phrase]





วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Week 13

4-2-2010
แผนการสอน
แผนการสอนเรื่อง Colors
สาระสำคัญ การฝึกทักษะการฟัง และการพูดเกี่ยวกับสีต่างๆ เป็นประจำจะทำให้ใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว
จุดประสงค์การเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถออกเสียงคำศัพท์เกี่ยวกับสีได้ถูกต้อง
2.นักเรียนสามารถบอกสีของสิ่งของที่กำหนดได้ถูกต้อง
3.นักเรียนสามารถสะกดคำศัพท์เกี่ยวกับสีได้ถูกต้อง
4.นักเรียนสามารถระบายสีตามที่กำหนดให้ถูกต้อง
สาระการเรียนรู้
Vocabulary: white, black, pink, grey, yellow, green, blue, brown, red
Structure: what color is it? It is ______.
กระบวนการเรียนรู้
Warm up
1.ครูทักทายนักเรียนพร้อมทั้งนำเสนอเพลง The color song ให้นักเรียนฟังแล้วให้นักเรียนร้องตาม
จากนั้นครูนำสนทนาเกี่ยวกับเนื้อเพลงว่าเกี่ยวกับอะไร
Presentation
1.ครูนำเสนอบัตรภาพเกี่ยวกับสีต่างๆ ได้แก่ white, black, pink, grey, yellow, green, blue, brown, red ทีละภาพโดยครูออกเสียงให้นักเรียนฟัง แล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม 2-3ครั้ง
2.ครูนำเสนอบัตรคำพร้อมกับบัตรภาพ พร้อมทั้งครูนำสะกดคำ ล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม 2-3ครั้ง
Practice
1. ครูให้นักเรียนบอกสีตามบัตรคำที่ครูแสดงให้ดูพร้อมทั้งครูติดบัตรคำประกอบ
2.ครูให้นักเรียนฝึกสะกดคำ ออกเสียง และบอกความหมายของสีที่ครูกำหนดให้ถูกต้อง
3.ครูให้นักเรียนบอกสีของสิ่งของที่ครูนำมา โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น2กลุ่ม โดยกลุ่มที่1นำสิ่งของขึ้นมาแล้วเป็นคนถามว่า What color is it? กลุ่มที่2ตอบว่า It is red. ถ้าเป็นสีแดง
Production
1.ให้นักเรียนวาดของเล่นที่ตนเองชอบมา1อย่างพร้อมทั้งระบายสีให้สวยงาม
พร้อมทั้งเขียนบรรยายใต้ภาพว่า It is สี + ของเล่น.
สื่อการเรียนการสอน
บัตรภาพสีต่างๆ ได้แก่ white, black, pink, grey, yellow, green, blue, brown, red
ตุ๊กตา ดินสอ ไม้บรรทัด ลูกบอล
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
1. สังเกตจากการความสนใจ และการร่วมกิจกรรม
2.สังเกตจากการออกเสียงคำศัพท์ และประโยคสนทนาถาม ตอบ

Lesson plans on Colors.
Essential skills of listening and talk about different colors. Regularly make use of the language fluently.
The purpose of learning
1. Students can pronounce words about the color accuracy.
2. Students can tell the color of the items correctly.
3. Students can spell words about the color accuracy.
4. They can paint as specified correctly.
Learning Vocabulary: white, black, pink, grey, yellow, green, blue, brown, red.
Structure: what color is it? It is ______.
Learning process
Warm up.
1. Teachers greet students and to offer music students listen to The color song and sing along to students.
Then the teachers talk about the lyrics about.
Presentation
1.Teachers offer cards with different colors including white, black, pink, grey, yellow, green, blue, brown, red image individually by the teacher pronounced the students listen. Then students vote by 2-3 times.
2. Teachers offer a card with the graphic card. Teachers spelling Prepaid students to vote by 2-3 time
Practice.
1. Teachers tell students to color card display to see the teachers and teachers with ID complement
2. Teachers, students practice spelling words aloud and tell the teacher the meaning of the colors correctly.
3. Teachers tell students to the color of things that teachers bring. The students divided into 2 groups. Group 1, and then bring up is that people ask What color is it? Group 2 said, It is red. If it is red
Production
1. The students draw their favorite toy comes with a very beautiful painting.
And to write It is the image under Color + toy
Instruction media
Card color such as white, black, pink, grey, yellow, green, blue, brown, red.
Pencil, ruler, ball, doll
Measurement and evaluation of learning
1. Observation of interest and activities
2. Observe the word pronunciation. Q & A discussion and sentences

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นิทานอีสป

โจรน้อยกับแม่ของเค้า
มีหนุ่มน้อยคนนึ่งถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ และถูกตัดสินประการชีวิต
เค้าปรารถนาอยากจะเห็นแม่ของเค้า และได้พูดกับแม่ของเค้าก่อนที่เค้าจะถูกประหารชีวิต
และเค้าก็ได้รับอนุญาตตามที่ขอ
เมื่อแม่ของเค้าเข้ามาหาเค้า เค้าก็พูด.. และเค้าก็กระซิบกับแม่ และบอกแม่ว่าเอาหูมาใกล้ๆๆเค้าหน่อย เค้าเข้าไปใกล้ชิดและกัดหูแม่ จนทำให้คนรอบข้างรู้สึกกลัว และพูดกับเค้าว่า
เค้าทำเช่นนั่นทำไม ชั่งโหดร้าย และการทำแบบนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกับสัตว์ นี่คือการทำโทษ เค้าพูด..
ตอนฉันเป็นเด็กฉันเริ่มที่จะลักเล็กขโมยน้อย และ เอาของมาให้แม่ที่บ้าน
แทนที่แม่จะว่าและทำโทษฉัน แม่กลับหัวเราะและพูดว่า ดีแล้วที่ไม่มีใครเห็น
เป็นเพราะแม่ ที่ทำให้ผมมาตายที่นี้...
เค้าทำแบบนั้นกับเธอถูกต้องแล้ว พระพูด และผู้คุ้มก็มีความเห็นเดียวกัน
ที่ไม่ยอมสั่งสอนลูกตั้งแต่เด็กๆๆ และ จากนั้นพอเค้าโตขึ้นเค้าจะทำสิ่งที่ผิดๆๆ

The Young Thief and His Mother
A young Man had been caught in a daring act of theft and had been condemned to be
executed for it. He expressed his desire to see his Mother, and to speak with her before he
was led to execution, and of course this was granted.
When his Mother came to him he said: "I want to whisper to you," and when she brought
her ear near him, he nearly bit it off. All the bystanders were horrified, and asked him
what he could mean by such brutal and inhuman conduct. "It is to punish her," he said.
"When I was young I began with stealing little things, and brought them home to Mother.
Instead of rebuking and punishing me, she laughed and said: "It will not be noticed." It is because of her that I am here to-day."
"He is right, woman," said the Priest; "the Lord hath said:
"Train up a child in the way he should go; and when he is old he will not depart there from."

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Verse

*ถ้าคุณรักใครสักคน
จงเอาเขาไว้รอบตัวคุณแทนที่จะใส่เขาไว้ในใจ
เพราะหัวใจสามารถแตกสลายได้
แต่ถ้าเขาอยู่รอบตัวคุณ เขาจะอยู่กับคุณตลอดไป
If you love someone,
put their name in a circle,
instead of a heart,
because hearts can break,
but circles go on forever.

*ไม่แปลกที่บางคู่อาจทะเลาะกันทั้งวัน
ไม่แปลกที่บางคู่อาจหวานให้แก่กันได้ทั้งวัน
และไม่แปลกที่บางคู่ต่างเฉยชาต่อกัน
และก็คงไม่แปลกเลยที่บางคู่อาจต่างกันราวฟ้ากับดิน
Not strange if you see some of them have all day long with quarrel.
Not strange if you see some of them always sweet…
And not strange if some of them are cold and distant to each other.
And it’s normal if you see some of them have too much different love,
seeming the sky and the land.

*คุณไม่ผิดที่ไปรักเขาคนนั้น
และเขาเองก็คงไม่ผิดที่ไม่ได้รักคุณ
ในทางตรงข้าม คุณไม่ผิดที่ไม่ได้รักเขาคนนั้น
และเขาก็ไม่ผิดที่มารักคุณเช่นกัน
การห้ามใจไม่ให้รักนั้นยากนัก
แต่คงเทียบไม่ได้กับการห้ามใจให้ลืมรักเพราะย่อมยากกว่า
You're not wrong to love him.
And, it’s not also his wrong, if he doesn't love you back.
By the way, you're not wrong if you don't love him.
And not his wrong if he loves you.
Forbid heart from falling in love is hard to do.
But it’s not comparable with Forbid heart to forget love, because it's so hard to do.

*บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ
Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.

*ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นจะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว
The determined man finds the way; the other finds an excuse or alibi.

*การที่ได้รักคือการเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับความรักเป็นการตอบแทน
การตั้งความหวัง คือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด
การพยายามคือการเสี่ยงกับความล้มเหลว
แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะสิ่งที่อันตราย ที่สุดในชีวิต
ก็คือ การไม่เสี่ยงอะไรเลย
To love is to risk not being loved in return.
To hope is to risk pain.
To try is to risk failure, but risk must be taken,
because the greatest hazard in life is to risk nothing.


*ไม่มีชายหรือหญิงคนไหนมีค่าพอที่คุณจะต้อง
เสียน้ำตาให้ ส่วนคนที่มีค่าพอนั้น
เขาย่อมที่จะไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้อย่างเด็ดขาด
No man or woman is worth your tears and the only
one who is, will never make you cry.

*ถ้าคุณรักใครสักคน
จงเอาเขาไว้รอบตัวคุณแทนที่จะใส่เขาไว้ในใจ
เพราะหัวใจสามารถแตกสลายได้
แต่ถ้าเขาอยู่รอบตัวคุณ เขาจะอยู่กับคุณตลอดไป
If you love someone,
put their name in a circle,
instead of a heart,
because hearts can break,
but circles go on forever.

*มันอาจจะใช้เวลาเพียงชั่วนาทีที่จะชอบใครสักคน
เพียงชั่วโมงที่จะนึกรักใครสักคน
และเพียงชั่ววันที่จะรักใครสักคน
แต่มันจะใช้เวลาชั่วชีวิตของท่านที่จะลืมคนคนนั้น
It may take only a minute to like someone,
only an hour to have a crush on someone
and only a day to love someone
but it will take a lifetime to forget someone.

*ฉันขอเลือกจูบเธอเพียงหนึ่งครั้ง จับมือเธอเพียงหน
มากกว่าการอยู่ชั่วนิรันดร์ โดยไม่เคยได้สัมผัสเธอเลย
I would rather have one kiss from her mouth,
one touch her hand,than eternity never touch her.

*เพียงแค่มีกำลังใจ
เพียงแค่มีศรัทธาในความรัก
เพียงแค่เชื่อมั่นในความรู้สึกที่มีต่อกัน ก็จะ
สามารถเชื่อมความรักที่แม้ไม่มีหนทางให้กลับคืนได้...
Only have a hope,
Only have a faith in affection.
And only believe in feeling about each other.
As a result be able to embroil at even.
don't have way turn back.

*ยอมรับว่าเปลี่ยนไป
ตั้งแต่ได้มาพบเธอ
ยอมรับว่าพร่ำเพ้อ
ก็เพราะว่ารักเธอจนหมดใจ
I’ve changed ever since the day I’ve met you
I keep thinking abort you
because I love you so much

*เป็นเพียงคนเดินดิน ที่มีเพียงความจริงใจ
แม้ไม่เลิศเลอเหมือนใคร แต่ว่าใจมั่นคง
I'm just an ordinary guy,
but full of truth and sincerity.

*ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ นอกจากกำลังใจจากฉัน
หนทางข้างหน้าที่ต้องฝ่าฟัน
ขอให้เธอมุ่งมั่นอย่าตั้งใจ
Nothing to give other than the best wishes.
hope you have the strength to walk on.

Week 12

28-1-2011
Noun Determiners.
1. Drterminers + Singurar Noun
each, every, either, neither, many a28
Every man goes there.
Many a student was absent yesterday.
Many a student = Many students
2. Determiners + Plura Noun
many, several, a few, few, fewer, fewest, quite a few, a number of, large number of, a great number of
He sells many books.
Jonh has several books at home.
Quite a few students were absent yesterday.
A number of accidents have occurred.
A (great or largre or good) number of students are allowed to go home.
3. Diterminers + Mass Noun (Uncountable Noun)
much, a little, little, less, least, quite a little, a good deal of, a great deal of, a great quantity of, a large quantity of, a large amount of
This glass doesn't hold much water, it only holds a little.
Nack spent a (great or good) quantity of sugar.
We need a (great or large) quantity of sugar.
Her father has a large amount of money.
4. Determiners + Plural Count Noun (or mass noun )
some, any, a lot of, lots of, plenty of, more, most, all
Jonh has a lot of friends. Jonh has a lot of free time.
Jonh a has lots of friends. Jonh has lots of free time.
There are plenty of trees in the gardent.
We have plenty of time.
More students are needed to do this work.
More many is needed to do this work.
much + uncontable noun
a good deal of
a great deal of
a large (great) quantitty of
a large amount of
a lot of, lots of
plentty of
quite a little many + plural count noun
a good many
a great many
a large number of
a good (great) number of
a lot of, lots of
plenty of
quite a few
a number of/ the number of
a number of = จำนวนหนึ่งของ
the number of = จำนวนของ
A number of + plural count. noun + plural verb
The number of + plural count. noun + singular verb
A number of accidents have occurred.
The number of books in the library is increasing.
Most
Most boys like playing football.
Most modern music is difficult to understand.
He drank most of his milk.
He has visite most (of the) countries in Europe.
Most of the children in this town walk to school.
Most of this time is spent traveling.
A few people were killed in the fire, but most were saved.
Most of us feel the same about the war.


Noun Adjuncts (noun + noun)
In English we can put two nouns together. The first noun is used as an adjective to modify the second noun and is called a noun adjunct. The first noun is almost always singular because it follows the rule for adjectives, which do not have plural forms in English.
N1 N2 can mean that
a. N1 is a kind of N2 (a grammar book is a kind of book)
b. N1 is an object of an implied verb (an apple tree is a tree that produces apples)
It is important to understand that N2 is the thing and N1 is the kind or type:
a rose bush is a bush
a wrist watch is a watch
computer paper is paper
N1 is singular, even if the phrase is plural.
Examples:
My mother planted a rose bush in the garden.
I bought a new table lamp.
Bobby takes the school bus to school.
The school ordered fifty new grammar books.
That man makes bird cages.
Mrs. Taylor bought some new baby clothes.
We can use a number with N1 to make a compound adjective. Since the number and noun make one unit, we use a hyphen to join them. Note that N1 remains singular because it is being used as an adjective.
Examples:
a three-car garage
a ten-speed bicycle
a twenty-dollar bill
If we use a number to refer to the second noun (how many), we do not use a hyphen:
two grammar books
five rose bushes
We can use a number to refer to the second noun (how many) and a number with the first noun (compound adjective). In that case, there is no hyphen after the first number, but the second number is still used with a hyphen because it forms a compound adjective.
two ten-dollar bills
four three-bedroom homes


Adjective
ตำแหน่งของคุณศัพท์ ( Position )
Adjective ( คุณศัพท์ ) คือคำ ( word ) วลี ( phrase ) หรือประโยค ( sentence ) ซึ่งใช้อธิบายหรือขยายคำนาม หรือสรรพนาม ให้ได้ ความชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นการบอกให้รู้ลักษณะคุณสมบัติของนามหรือสรรพนามนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น good, bad, new, hot, my, this โดยทั่วไปการวางตำแหน่ง คุณศัพท์ในประโยคจะวางได้ 2 แบบ
• ใช้วางประกอบข้างหน้านาม ( attributive use ) ที่มันขยาย
She is a beautiful girl. เธอเป็นคนสวย ( beautiful ขยายนาม girl)
These are small envelopes. พวกนี้เป็นซองเล็กๆ ( small ขยายนาม envelopes)
• ใช้วางเป็นส่วนของกริยา ( predicative use ) โดยอยู่ตามหลัง verb to be เมื่อ adjective นั้นขยาย noun หรือ pronoun ที่อยู่หน้า verb to be
The girl is beautiful. เด็กผู้หญิงคนนั้นสวย
( beautiful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย girl และ the เป็นคุณศัพท์ขยาย girl เช่นกัน
These envelopes are small. ซองพวกนี้มีขนาดเล็ก
( small เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย envelopes ,these เป็น คุณศัพท์ขยาย envelopes เช่นกัน )
She has been sick all week. เธอป่วยมาตลอดอาทิตย์
( sick เป็น คุณศัพท์ ที่ตามหลัง verb to be ขยายสรรพนาม she )
( You) Be careful. ( คุณ ) ระมัดระวังด้วย
( careful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย you ซึ่งในที่นี้ละไว้เป็นที่เข้าใจ )
That cat is fat and white. แมวตัวนั้นอ้วนและมีสีขาว
( That เป็นคุณศัพท์ประกอบหน้านาม fat และ white เป็นคุณศัพทซึ่งเป็นส่วนของกริยาขยาย cat
หลักเกณฑ์อื่นๆ
1. คุณศัพท์ที่ประกอบหน้านามไม่ได้ ต้องวางหลัง verb to be หรือ linking verb* เท่านั้นเรียกว่าเป็น predicate adjective ได้แก่
alike เหมือน afraid กลัว
asleep หลับ alone โดยลำพัง
awake ตื่นอยู่ alive มีชีวิตอยู่
aware ระวัง ashamed ละอาย
afloat ลอย unable ไม่สามารถ
content พอใจ worth มีค่า
ill ป่วย well สบายดี
เช่น
These two women look alike. ผู้หญิง 2 คนนี้ดูเหมือนกัน ( look เป็น linking verb, alike เป็น predicative adj.)
The boy is asleep. เด็กชายกำลังนอนหลับ ( ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The sleeping boy. )
The sky is aglow. ท้องฟ้าสว่างไสว ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The glowing sky.
* linking verb หมายถึง กริยาที่ใช่เชื่อมประธาน ( Subject) กับคำอื่นให้สัมพันธ์ กันเพื่อช่วยขยายประธานของประโยค ให้ได้ใจความสมบูรณ์ที่นอกเหนือไปจาก verb to beเช่น appear, become, feel, get, grow,keep, look, go, remain, seem, smell, sound, taste, turn.
2. คุณศัพท์ที่ใช้เป็นส่วนของกริยา ( verb to be ) ไม่ได้ เช่น
former ก่อน latter หลัง
inner ภายใน outer นอก
actual ในทางปฏิบัติ neighboring ใกล้เคียง
elder อายุมากกว่า drunken เมา
entire ทั้งสิ้น shrunken หด
especial โดยเฉพาะ wooden ทำด้วยไม้
middle กลาง
เช่น A wooden heart. (ไม่ใช่ A heart is wooden )
3. ถ้าคุณศัพท์นั้นทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนามที่เป็นกรรมของประโยค ต้องวางคุณศัพท์ไว้หลังกรรมนั้นเพื่อให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
We considered his report unsatisfactory. เราพิจารณาเห็นว่ารายงานของเขาไม่เป็นที่น่าพอใจ
(unsatisfactory เป็นคุณศัพท์ขยาย his report ซึ่งเป็นกรรมของประโยค )
4. เมื่อใช้กับข้อความแสดงการวัด ( measurement) วางคุณศัพท์ไว้หลังนาม หรือสรรพนาม เช่น
My uncle is sixty years old. ลุงของฉันอายุ 60 ปี (ไม่ใช่ My uncle is old sixty years.)
This road is fifty feet wide. ถนนนี้กว้าง 50 ฟุต (ไม่ใช่ This road is wide fifty feet.)
5. เมื่อคุณศัพท์หลายคำประกอบนามหรือสรรพนามเดียว จะวางข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ โดยจะต้องมี and มาคั่นหน้าคุณศัพท์ตัวสุดท้าย เช่น
The building, old and unpainted, was finally demolished. ตึกซึ่งเก่าและสีทรุดโทรม
ในที่สุดก็ถูกทุบทิ้ง ( วางข้างหลัง ) หรือ
The old and unpainted building was finally demolished. ( วางข้างหน้า )
He bought a new, powerful and expensive car . เขาซื้อรถใหม่ที่กำลังแรงสูงและราคาแพง หรือ
He bought a car, new, powerful and expensive.
6. คุณศัพท์วางตามหลังคำสรรพนาม ( pronoun ) ที่มันขยาย ต่อไปนี้
someone anyone no one everyone
somebody anybody nobody everything
something anything nothing everybody
เช่น
She wanted to marry someone rich and smart. เธอต้องการแต่งงานกับใครสักคนซึ่งหล่อและรวย
I'll tell you something important. ฉันจะเล่าบางอย่างที่สำคัญให้คุณฟัง
7. วาง คุณศัพท์ไว้หลังนามหรือสรรพนามถ้าคุณศัพท์นั้นมีข้อความ ( prepositional phrase ) ประกอบอยู่ เช่น
Thailand is a country famous for its food and fruits. ไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารและผลไม้
(famous เป็นคุณศัพท์ famous for food and fruits เป็นข้อความขยายคำนาม country)
She is the woman suitable for the position. เธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับตำแหน่ง
(suitable เป็นคุณศัพท์ suitable for the position. เป็นข้อความขยาย woman )
8. คุณศัพท์บางคำมีความหมายต่างกัน ถ้าวางในตำแหน่งที่ต่างกัน เช่น
He is and old friend. เขาเป็นเพื่อนเก่า
My friend is old. เพื่อนของฉันสูงอายุ
The teacher was present. ครูมาอยู่ที่นั้นด้วย
The present teacher. ครูคนปัจจุบัน
Harry was late. แฮรีมาสาย
The late Harry. แฮรี่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว
9. กลุ่มของคำที่เป็นวลี ( phrase) หรืออนุประโยค ( clause ) เมื่อขยายคำนาม ต้องวางหลังนามหรือสรรพนามที่มันประกอบ เช่น
The woman sitting in the chair is my mother . ผู้หญิงที่นั่งที่เก้าอี้เป็นแม่ของฉัน
( sitting in the chair เป็นวลี ขยายคำนาม the woman)
The man who came to see me this morning is my uncle. ผู้ชายที่มาหาฉันเมื่อเช้านี้คือลุงของฉัน
( who came to see me this morning เป็นอนุประโยคขยายคำนาม the man )
หมายเหตุ ถ้านามใดมีทั้งวลี และ อนุประโยค มาขยายพร้อมกัน ให้เรียงวลีไว้หน้าอนุประโยคเสมอ เช่น
I like the picture on the wall which was painted by my friend. ฉันชอบรูปภาพที่แขวนบนข้างซึ่งวาดโดยเพื่อนของฉัน
( on the wall เป็นวลีขยาย the picture) ( which was painted by my friend เป็นอนุประโยคขยาย the picture )
There is only one solution possible. (possible วางหลังคำนาม solution )
There are some tickets available. ( available วางหลังคำนาม tickets)
10. คุณศัพท์ที่เป็นสมญานามไปขยายคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้วางหลังคำนามนั้นเสมอ เช่น
Alexander the Great
William the Conqueror
11.โดยปกติคุณศัพท์จะต้องวางหลัง article ที่เป็น a หรือ an เช่น a good man ยกเว้นคุณศัพท์ต่อไปนี้ เมื่อนำไปขยายคำนามที่เป็นเอกพจน์และนับได้ ให้วางคุณศัพท์นั้นไว้หน้า a หรือ an ได้แก่ half, such, quite, rather และ many เช่น
John is such a good man. ( a good man เป็นนามเอกพจน์ )
This is rather a valuable picture ( a valuable picture เป็นนามเอกพจน์ )
12. เมื่อ adjective หลายคำประกอบคำนามเดียว ควรวางลำดับก่อนหลังดังนี้
Article
Demonstrative
Possessive
Indefinite
Adjective บอกจำนวนนับ คำอธิบายลักษณะ นามรองทำหน้าที่คุณศัพท์
นามหลัก
คุณภาพ
ลักษณะ รูปร่าง
ขนาด อายุ สี สัญชาติ
แหล่งกำเนิด วัสดุ
A beautiful old Italian touring car.
An expensive antique silver mirror.
The four gorgeous long-stemmed red roses.
Her short black hair.
Our two big old English sheep-
dogs.
Some delicious Thai food.
Many modern small brick houses.


Present Participle
Present Participle คือกริยาช่องที่ 1 เติม ing แล้วนำมาใช้เป็นครึ่งกริยาครึ่งคุณศัพท์
ได้แก่คำว่า Going, walking, eating, sleeping, coming, etc.
มีวิธีใช้present participleดังนี้.
1. เรียงตามหลัง Verb to be ทำให้ประโยคนั้นเป็น Continuous tense.
2. เรียงไว้หน้านาม เป็นคุณศัพท์ของนามนั้น.
3. เรียงตามหลังกริยา เป็นส่วนสมบูรณ์ของกริยา(มีสำเนียงแปลว่า”น่า”).
4. เรียงตามหลังกรรมเป็นคำขยายกรรมนั้น.
1.Adjective + Noun (V. ing + n)
I like to look at flying birds.
The barking dog doesn't bite.
2. Noun + V. ing
The man who is speaking there is my father.
The man speaking there is my father.
3. V. ing phrase, clause
The man saw his mother.
He ran to her.
-ทั้ง 2 ประโยคมี ประธานตัวเดียวกัน
-เหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเป็นเหตุเป็นผลกัน
-ประโยคที่เกิดก่อนหรือที่เป็นเหตุ และเป็น active จะเปลี่ยนเป็น participle phrase นั้น คือ
Seeing his mother(phrase), he ran to her.
4. Clause, V. ing phrase
The boy went out.
He slammed the door
-ทั้ง 2 ประโยคมีประธานตัวเดียวกัน
-เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน
-ประโยคที่ 2 เป็น active จะเปลี่ยนเป็น Participle phrase


Infinitive with to
Infinitive คือ กริยาที่นำหน้าด้วย to (Infinitive with "to") เช่น to play,
to study,to arrest และไม่นำหน้าด้วย to (Infinitive without "to")
โดยเฉพาะหลังกริยาช่วย can,will,may,must etc. เช่น can sing, will go,
may happen นอกจากนี้ Infinitiveจะทำหน้าที่เหมือนอย่างคำนาม (n.)
,คำคุณศัพท์ (adj.) ,และคำวิเศษณ์ (adv.)
หน้าที่ของ Infinitive
-เป็นประธานของกริยา เช่น To obey the law is everyone's duty.
(เป็นประธานของกริยา is)
-เป็นกรรมของกริยา เช่น He tried to save some money. (เป็นกรรมของกริยา tried)
-เป็นคำคุณศัพท์ เช่น She collected the clothes to be washed.(to be
washed เป็นคุณศัพท์ ขยายนาม clothes)
-เป็นคำวิเศษณ์ เช่น I am happy to talk to him. (to talk เป็นคำวิเศษณ์ขยาย adj.
happy)
-เป็น complement ของ verb to be เช่น Suda's ambition is to be a doctor.
(to be เป็น complement ของ is
การใช้ Infinitive with to
1. แสดงความปรารถนา ขอร้อง หรือ คำสั่ง
Verb + to infinitive
เช่น He asked me to wash his car. (ขอร้อง)
2. แสดงวัตถุประสงค์ หรือ เหตุผล เช่น She gets up early to see the
sunrise.
3. ปกติถ้าแสดงวัตถุประสงค์ทั่วๆ ไป จะใช้ for + gerund เช่น
A knife is a tool for cutting with.
แต่ถ้าแสดงวัตถุประสงค์เฉพาะจะใช้ 'to' infinitive เช่น
I want a knife to cut the bread with.
4. เป็นคำสั่งหรือหน้าที่ หรือแผนการที่มีความหมายว่าต้องกระทำ to be +
'to'infinitive
Peter and Ann are to get married next month. (แผนการ)
5. แสดงอนาคตอันใกล้ to be about + 'to' infinitive
They are about to start.
6. ใช้กับ the first, the second... + 'to' infinitive
the last / the only......
เช่น
I love parties : I 'm always the first to come. (=who come)
7. แสดงกริยานั้นๆ ถูกกระทำ noun + 'to' infinitive
She has homework to do. (that she must do)
8. ใช้กับ adj. ที่แสดงคุณสมบัติของนามที่มาข้างหน้า adjective ดังกล่าว เช่น careless, good , honest,
kind, nice, selfish, silly , stupid, wise etc.
adjective + of+ pronoun (noun) +'to' infinitive เช่น
It is nice of her to help me.
9. ใช้ตามหลัง adjective ที่แสดงอารมณ์ เช่น amazed, disappointed, surprised , sad เช่น
I was surprised to meet Gere here.
10. ใช้กับ too too + adj/adv. + 'to'infinitive เช่น
No one is too old to learn.
11. ใช้กับ enough adj./adv. + enough + 'to'infinitive เช่น
Ann is tall enough to reach the top shelf.
enough + noun + 'to' infinitive เช่น
We have not enough time to see the movie.
12. ใช้กับ so.......as so + adj./adv. + as + 'to 'infinitive เช่น
Tom was so careless as (careless enough) to leave his house unlocked..

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

DEAR ABBY

Casual Modern Dress Inspires Wish for Old-Fashioned Style

By Abigail Van Buren Abigail Van Buren – Sat Jan 29, 2:08 am ET

DEAR ABBY: American society has become ultra-casual in dress and manners. When I look at old photographs, men and women used to dress better and seemed to take more pride in their appearance. Now they wear pajamas to shop, torn jeans to work and clothes that are too small for large bodies. I feel we are a nation of slobs.


Are we doomed to be this way in the future? I work in an office of slobs and everyone knows I dislike the "casual atmosphere," so please don't print my name. -- DRESSED FOR SUCCESS IN ALBUQUERQUE


DEAR DRESSED FOR SUCCESS: You are correct. People did dress differently in the 1950s, which took time, effort and money. Things started changing in the '60s -- when the next generation became the demographic that was being marketed to. After that, younger people began adopting the "grunge chic" they were seeing in music videos.


Are we doomed to be this way forever? I think so, unless there's a reactionary fashion revolution. Frankly, I don't see it happening anytime soon.


But before labeling your co-workers as slobs, please remember that they were hired looking the way they do, and if your employer didn't approve of their appearance, there would be a dress code that is strictly enforced.

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

From...youtube ( Making Khanom La )

    
      Hello, my name is Aseelah Heeya. I’m a third year student in English major. Nakhorn Si Thammarat Rajabhat University.
      Today we see the steps how to makes each other Khanom La. Khanom La will leave sugar mixed with flour. Will look like this. And then Ladle the candy ass put a hole already. Then put the pan in the pan. Near mature enough wood to roll get anything like this. Then enter the container and place it drew. Here are the steps how to makes Khanom La that we see today. This is the product that finished. Thank you.


การทำขนมลา


การทำขนมลา
ส่วนประกอบ
1. แป้งข้าวเจ้า
2. น้ำตาลทราย
3. น้ำผึ้ง
4. น้ำมันมะพร้าวใหม่ๆ (หรือน้ำมันอื่นๆ)
5. ไข่ต้ม (ใช้เฉพาะไข่แดง)

วิธีการทำ
• ล้างข้าวเจ้าให้สะอาดแล้วหมักลงกระสอบจูดทิ้งไว้ 2 คืน ครบกำหนดนำออกล้างให้หมดกลิ่น โม่เป็นแป้งแล้วบรรจุลงถุงผ้าบางๆ แขวนหรือวางไว้ให้สะเด็ดน้ำ พอหมาดนำไปวางราบลง หาของหนักๆ วางทับเพื่อให้แห้งสนิท นำแป้งที่แห้งแล้วนั้นไปตำให้ร่วน ใส่น้ำผึ้งคลุกเคล้าจนเข้ากันดี เอามือจุ่มโรย(ทอด)ดู เมื่อเห็นว่าเป็นเส้นดีและโรยได้ไม่ขาดสายก็ใช้ได้ ลองชิมดูรสจนเป็นที่พอใจ

• โรยทอดด้วยกระทะขนาดใหญ่ ไฟอ่อนๆ เอาน้ำมันผสมไข่แดงทาให้ทั่วกระทะ พอกระทะร้อนได้ที่ ตักแป้งใส่กะลามะพร้าวหรือขันหรือกระป๋องที่ทำขึ้นอย่างประณีตสำหรับโรยแป้งโดยเฉพาะคือเจาะก้นเป็นรูเล็กๆ จนพรุน

• วิธีการโรยก็วนไปวนมาให้ทั่วกระทะ หลายๆ ครั้ง จนได้แผ่นตามต้องการ สุกแล้วใช้ไม้ปลายแหลมพับตลบนำมาวางซ้อนๆ กันให้สะเด็ดน้ำมัน โรยแผ่นใหม่ต่อไป อย่าลืมทาน้ำมันผสมไข่แดงทุกครั้งไป

Making Khanom La
Composition:
1. Flour
2. Granulated sugar
3. Honey
4. New coconut oil. (Or oil other).
5. Boiled eggs (yolks only).

How to do:
• Wash rice thoroughly and then fermented into sacks Jude left two nights due to wash out the smell out. A flour mill, then packed into a thin cloth bag. Hang or place the drain Moist enough to drop down flat by the heavy overlay to dry. The dough is dry and crumbly to the pound. Add honey and mix well. Sprinkle dipped his hand (fried), see when that line is good, and sprinkle it is not lack of call. Flavor and taste more palatable

• Sprinkle a large frying pan with oil mixture slowly over egg yolk paint pan. Pan, heat enough that Add flour, coconut shell or scoop, or cans Khan made a fine powder for sprinkling, especially the bottom of the drill small holes and porosity.

• How to sprinkle it around the circle of the pan several times until the desired sheet. Cooked using a pointed wooden folding tong negative put piled. Well to drain. Sprinkle a new sheet to do not forget to apply oil mixed with egg yolks every time.



วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

News

จาก นสพ.ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มกราคม 2554, 07:51 น

พลาดกันได้
      นายสุรินทร์ ชุ่มชวย ข้าราชการบำนาญ วัย 74 ปี ยืนดูรถเก๋งนิสสัน ซันนี่ สีน้ำเงิน ทะเบียน 6จ-4469 กรุงเทพมหานครของตัวเอง พุ่งชนคามินิมาร์ทในปั๊มน้ำมันเอสโซ่ เลขที่ 26 ถ.วิภาวดีขาเข้า พังยับเยิน ให้การหลังเติมน้ำมันเสร็จกำลังออกรถ ปรากฏว่ารองเท้าแตะหลุดไปคาอยู่ใต้เบรกจนเกิดอุบัติเหตุ

Miss each other.
Mr. Surin someone helps dampen government pensions 74 years old by stander, Nissan Sunny saloon blue up of 6 e -4469 Bangkok itself. Car hitting the mini mart in Esso No. 26 Vibhavadi input to crash wrecked after refueling the car is finished. Appeared Car slippers lost under braking and accident.

News

From khaosod newspaper Junuary 5,2011

     Junuary 3, at the Govt House The PM Mr.Abhisit Vejjajiva to give an interview to the administration policy international relationship between Thailand and Combodia,the main goal is not want to see tension between two countries the Thailand proposed that the trouble do not let that World Heritage was a problem. He has met Combodian we will find responsible to talk about with each other.To avaid the crux of the conflict World Heritage which Mr.Sok Roeun deputy PM The foreign Ministry to the office of Combodian to will meet with Mr.Suwit,KhunKitti Minister of Nutural Resources and Environment in this January.


Apbisit said, we expected at least progess I do not want to trouble the World Heritage Committee meeting in June of this tension and he would not to meet with Hun Sen PM of Combodia in this time but to meet conference in the ASEAN.


The Deputy PM of security section Suthep Thaugsuban said, to the Combudia that government is not consideration that the Commission postoned with the committee frontiers (JBC) out to several time that the Combudia had explained to understand in this during,Mr.Ouk San Deputy PM of Combudia will come to meet and consult with Mr.Suwit, KhunKitti in the World Heritage issues was unfinished.He has to talk with Mr. Sok An in the border trouble becuase of the problem have nothing better than to talk together.

Materials to use:
1. Posterpaper cream color, red color, orange color, dark green, and pale green
2. Latex glue
3. Eakeigong size 1 centimeter

Steps to do:
1. The first cut the poster paper cream color is a 1 piece and fold to the dashed line.
2. The second cut the poster paper red color is a crest and mouth as an example 1 piece and fold to the dashed line.
3.The next cut the poster paper orange color is a tail inside and cut the poster paper red color is a tail outside as an example 2 pieces after that use to nib divider and slit dashed line fold up-down in to the dashed line.
4.Finally cut the poster paper dark green color is in to wing inside and pale green color are wings outside as an example, each 2 pieces and use to nib divider slit dashed line and then fold up-down to the dashed line.





Folding the grasshopper and Folding Giraffe

Folding the grasshopper


Steps
1.Fold in half the paper square a paper
2.Fold in half again.
3.Open up the paper then press for smooth
4.It's like that picture
5.Hold the then turn back
6.Another side make like 3 step
7.Fold the paper follow dash line then open up
8.Hold at corner of the paper and open up
9.Then make pack and press for smooth
10.Hold for reverse
11.This part, make like 8 step
12.Fold the paper follow dash line both sides.

13.Fold down to front part.
14.Fold down to front part.
15.Fold the paper turn for change direction
16.Hold in the middle of paper then fold to back part.
17.Hold 2 side of hand for move over up a little.
18.Fold the legs down by step.
19.And the last one, draw eyes to this Bata then finish.


Folding  Giraffe

Steps
1. fold the paper in half.
2. fold the paper into half line follow dash line.
3. fold the paper is specific on top
4. handle the paper for reverse
5. this spot open up then fold over onto top
6. fold the paper over onto top and it will be this picture
7. head part, we will fold onto top


8. the tip of head part, fold the head into wavy.
9. the tip of tail part, fold the paper break 2 time into body
10. pull tip of tail that break 2 time last
11. cut out by scissors
12. draw the eyes and trait give to your giraffe then finish to make Folding Giraffe by paper



วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

Week 10

14-1-2010
In class
Instruction
Imperative = ( v1 + ส่วนขยาย )
1. give me that book ( สั่งให้ทำ )
2. pass the jam (ขอร้อง )
3. turn right at the corner ( ชี้แนะ )
4. try the smoked salmon ( แนะนำ )
5. come around on Sunday ( เชื้อเชิญ )

Week 7

24-12-2010
In class
Genre =Text types
1. Narrative = tell story, usually to entertain.
2. Recounts = personal, factual – tell what happen.
3. Information reports = provide factual information.
4. Instruction = tell the listener or reader what to do.
5. Explanations = explain how or why something happen.
6. Expository texts = present or argue viewpoints.

If mixed clause
Ex.
ถ้าฉันถูกล๊อกเตอรี ฉันก็รวยแล้ว
If I had won the lottery, I would be rich.

ถ้าฉันอ่านหนังสือเมื่อคืนนี้ วันนี้ฉันคงเรียน mixed if clause รู้เรื่อง
If I had read grammar book last night, I might/could / would understand the content of mixed if clause.

ถ้าจิ้มได้รับข้อความที่ฉันฝากไว้ให้เขาเมื่อชั่วโมงที่แล้ว เขาก็คงกำลังรอพบฉันอยู่แล้วตอนนี้
If Jim got the message I left him an hour ago, he is waiting for me now.

ถ้าทอมรวย เขาคงซื้อรถคันใหม่แล้ว
If Tom were rich, he would have bought a new car.

Out class
แปล
1.น่าเสียดายที่คุณขับรถไม่เป็น ถ้าคุณขับได้จะเป็นประโยชน์มาก
Unfortunately you do not drive, if you drive is very helpful.

2.ถ้าเพื่อนคุณออกกำลังกายบ้าง ตอนนี้สุขภาพคงไม่แย่อย่างนี้
If your friends exercise, now probably would not be healthy.

3.ถ้าฉันอายุน้อยกว่านี้สัก 10 ปี ฉันก็คงไปเที่ยวผับกับพวกเขาแล้ว
If I was this even younger than 10 years, I would go to pub with them.

Week 6

17-12-2010
In class
1. If +v1, will/may/can+v1
ถ้าฉันไม่เข้าใจการแปลอย่างถ่องแท้ ฉันอาจจะตก
If I don’t understand Translation 2 course thoroughly, I may fail it.

ถ้าหล่อนมา ฉันจะไปที่นั่น
IF she comes, I will go there.

ถ้าฝนไม่ตกเย็นนี้ ฉันจะไปโอเชี่ยน
If it doesn’t rain this afternoon, I will go to the Ocean.

2. If+v2, would/could/might+v1
ถ้าฉันเป็นทักษิณ ฉันอาจจะไม่บินไปอเมริกา
If I were Thaksin, I would not fly to America.

3. If+had+v3, would+should+might+v3
ไม่มีใครบอกฉันเลยว่าคุณเข้าโรงพยาบาล ถาฉันรู้ฉันคงจะไปเยี่ยมคูณแล้วละ
Nobody told me that you were in hospital, if I had known, I would have visited you.

Out class
If Clause
If Clause หรือ Condition Clause หมายถึงประโยคที่แสดงหรือกำหนดเงื่อนไข ขึ้นในเวลาที่่ต่างๆ กัน แต่เวลาที่พูดนั้นเกิดขึ้นในขณะปัจจุบันรูปกริยาที่ต่างกันใน If-clauseเป็นเพียงตัวบ่งให้ทราบว่าเป็น เงื่อนไขแบบใดเท่านั้น
ประโยค If-clause (ประโยคเงื่ืี่่อนไข) จะประกอบด้วย
1. ส่วนที่เป็นเงื่อนไข (If Clause)
2. ส่วนที่เป็นข้อความหลัก (Main Clause)

1. If-clause แบบที่1 ใช้สมมุติในสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นจริง ประโยค if-clause เป็น present simple ประโยค main-clause จะเป็น future simple
# if-clause ==> v.1
# main-clause ==> will, shall, can, May + v.1
If Clause + future tense
- If it doesn't rain tomorrow, we will have a picnic.
- I will be able to do this exercise if I try.
# ถ้าเป็นความจริงเสมอ main-clause ให้ใช้ present simple
- If the ice falls into the water, it floats.
# กริยาใน main-clause เป็นคำสั่ง หรือ ขอร้อง ให้ใช้ present simple
- If the teacher asks you, tell him the truth. (คำสั่ง)
- If you leave, please turn out the light. (ขอร้อง)
# If-clause แบบที่1นี้ สามารถใช้ should แทน if ได้
- Should he refuse to leave, telephone Mr. John.
= If he refuse to leave, telephone Mr. John.
# unless = if not; ประโยคหลัง unless จะเป็นประโยคบอกเล่า ไม่อย่างนั้นจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ
- Malee will not come unless she has time.
- Malee will not come if she has no time.

2. If-clause แบบที่2 ใช้สมมุติในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือไม่เป็นจริงในปัจจุบัน ประโยค if-clause เป็น past simple ประโยค main-clause จะเป็น future in the past หรือ conditional tense
# if-clause ==> v.2
# main-clause ==> would, should, could, might + v.1
- If I had more time, I would read more books. [ขณะปัจจุบันนี้ไม่มีเวลามากพอ]
- If I were you, I would not let him say such things. [ใช้ were กับทุกบุรุษ ไม่ใช้ was]
# เราสามารถละ if โดยเอากริยาช่วย were ในประโยค if-clause มาไว้หน้าประโยคแทน
- If he were to leave (If he left) )today, he would be there by Friday.
= Were he to leave today, he would be there by Friday.

3. If-clause แบบที่3 ใช้สมมตุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย หรือตรงกันข้ามกับความจริงในอดีต ประโยค if-clause เป็น past perfect ประโยค main-clause จะเป็น future perfect in the past หรือ perfect conditional
# if-clause ==> had + v.3
# main-clause ==> would, should, could, might + have + v.3
- If I had had her e-mail address, I would have written to her.
# ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบันสังเกตจาก now ให้เปลี่ยน Tense ใน main-clause จาก would have + v.3 เป็น would + v.1
- If there had been no floods last year, the crop would be better now.
# เราสามารถละ if โดยเอากริยาช่วย had ในประโยค if-clause มาไว้หน้าประโยคแทน
- If I had known that, I would have lent you mine.
= Had I known that, I would have lent you mine.
*หมายเหตุ: นอกจากคำว่า if แล้ว ยังมีคำอื่นๆที่ใช้ในประโยคเงื่อนไข ได้แก่
a) suppose หรือ supposing = สมมุติว่า
b) on condition that หรือ on the condition that = โดยมีเงื่อนไขว่า
c) so long as หรือ as long as = ถ้า, ตราบใดที่
d) what if = สมมุติว่า

IF-CLAUSE --- TYPE ONE
A. If + Present Simple , + Present Simple
If water is heated , it boils.
If ice is heated , it melts.
If a metal is heated , it expands.
If it is fine , Jim usually walks to school.
If you hurt dogs , they bite you..
If students don't study , they usually(sometimes, often, generally) fail.
ข้อความเหล่านี้ จะเป็นข้อความทั่วๆ ไป (general statements) ซึ่งเป็นความจริงเสมอ และเมื่อเหตุการณ์แรกเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่สองจะเกิดขึ้นเสมอ
ประโยคเงื่อนไขดังกล่าวนี้ เราสามารถใช้ when/whenever แทน if ได้ ซึ่งมีความหมายเหมือนกันทั้ง 2 คำ เช่น
Whenever/When / If people are tired , they generally go to bed.
Plants grow quickly when/whenever/if you water them.
I sing if I am happy.
If a woman has a children , she must look after them.
I cannot understand you if you speak Chinese.
If you have a cold , it is wise to go to bed.
If you throw a stone into water , it sinks.

B. If + Present Simple , Imperative
ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าเหตุการณ์แรกเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่สองจะเกิดขึ้นตามมาด้วย
If you see him , tell him to phone me.
Don't go outside the harbour if the wind is very strong.

C. If + Present Simple , Future
ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเฉพาะกรณี (specific statement)
ซึ่งเหตุการณ์ที่สองจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุการณ์แรก
If George goes , he will get the medicine for you.
If he comes , I will speak to him.

การใช้ Conditional Sentences Type One อื่นๆ
1. if.........not = unless (ถ้าไม่) ในประโยคปฏิเสธ เรามักใช้ unless แทน มีรูปดังนี้
Unless + Present Simple , S + will/shall + V1
a) If there is no rain , the flowers will die.
= Unless there is some rain , the flowers will die.
b) Peter will miss the bus if he doesn't run.
= Peter will miss the bus unless he runs.
c) He doesn't walk to school if it isn't fine.
= He doesn't walk to school unless it is fine.
d) I won't come if he doesn't call me.
= I won't come unless he calls me.
ข้อควรจำ unless นั้นมีความหมายเป็นปฏิเสธ มาจาก if......not เพราะฉะนั้นในประโยค if-clause เมื่อใช้ unless แล้วกริยาในประโยคนั้นจะต้องเป็นรูปบอกเล่าเสมอ
2. even if ซึ่งมีความหมายว่า "ถ้าแม้ว่า" นั้นใช้เน้น if หมายความว่า "ถ้าเผื่อว่า" ในประโยค if-clause ได้
- Even if you give me 10,000 baht , I won't tell you.
- Even if they hurt me , I won't help them.
- He never hurries even if he is very late.
- She never shouts even if she gets angry.
3. ใช้ if + Present Simple และใน main clause ใช้กับกริยาช่วยอื่นๆ คือ may,must ,needn't,
ought to, should, can , be able to ได้ จะมีความหมาย ดังนี้
a) may แสดงความหมายแสดงผลของเงื่อนไขที่เป็นลักษณะที่น่าจะเป็นเป็นไปได้ (possible
result)
(ปกติเราใช้ will /shall จะแสดงเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (certain result) เช่น
- If he starts now , he will be in time. (certain result) แสดงผลของเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นแน่นอน
- If he starts now , he may be in time. (possible result) แสดงผลของเงื่อนไที่น่าจะเป็นไปได้
b) must , ought to , should ให้ความหมายว่า ต้อง , ควรจะ
- If you go out tonight , you must put a coat on. ถ้าเธอออกไปข้างนอกคืนนี้ เธอต้องสวมเสื้อโค้ช
- If you go out tonight , you ought to (should) put a coat on.ถ้าเธอออกไปข้างนอกเธอควรจะสวมเสื้อโค้ช
c) ใช้ may , can ให้ความหมายเป็นการบอกอนุญาตให้ และการให้อนุญาต
- If you are in a hurry , you can (may) take my car. (=permission)
- If you go out tonight , you may (can) wear my coat. (=permission)
d) ใช้ needn't = ไม่จำเป็นต้อง
- If you go out tonight , you needn't wear a coat.
e) เมื่อ can มีความหมายว่า ความสามารถ (ability) เราจะใช้ will be able to เช่น
- If you study hard, you'll be able to speak English very well soon.
4. if + will ใช้เมื่อแสดงการแนะนำหรือขอร้องอย่างสุภาพ
- If you'll excuse my asking , how old are you?
- If you'll forgive my saying so, you are getting fat.
- If he will cook dinner , I'll wash the dishes.
5. if + should ใช้เมื่อสิ่งสมมุตินั้นมีโอกาสเป็นจริงได้น้อยในอนาคต หรือผู้พูดไม่ค่อยแน่ใจ
ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ จงเปรียบเทียบ 2 ประโยคนี้
- If you change your mind , I'll gladly exchange it for you.
(= I don't know whether you will or not = ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่)
- If you should change your mind , I'll gladly exchange it for you.
(= It seems unlikely that you will change your mind = ไม่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนใจ)
6. if + would like (would care) = wish / want (ใช้กับ if cluase type one เท่านั้น)
- If you would like to come , I'll get a ticket for you.
- If you would care to see some of our designs, I'll show them on Monday.

Conditional Sentences "Without If"
การละรูป if ใน Type One สามารถทำได้ โดยใช้ should แทน if
a) If you see Katty , tell her I want her.
= Should you see Katty , tell her I want her.
b) If the weather is too bad, we won't go for a picnic.
= Should the weather be too bad , we won't go for a picnic. (หลัง should ตามด้วย V1)
c) If you should find it , please send it to me.
= Should you find it , please send it to me.
(ประโยคที่ใช้ if และ should ดังกล่าวนี้มีความหมายเหมือนกัน แต่ประโยคที่ใช้ should นิยมใช้ในภาษาเขียน)

IF-CLAUSE TYPE TWO
โครงสร้าง
If + Past Simple , S + would + V1
a) ผู้พูดแสดงความสงสัยว่าเหตุการณ์ที่สมมติจะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผลของการสมมติ
จะไม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
- If I had money , I would go abroad.
(=I don't have money right now.)
- What would you do if you came top in the exam?
(= I have a lot of doubt.)
- John is very lazy. If he didn't study hard , he wouldn't pass his exam.
(=John is very lazy, he isn't likely to study hard.)
b) เมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือจินตนาการ (Impossible and imaginary)
- What would you do if you saw a ghost?
- If today were Sunday , I would be at home. (but today isn't Sunday.)
(= Were today Sunday , I would be at home.) การละรูป if จะใช้กับกริยา were)
- If I were you , I would go to study abroad.
(=Were I you , I would go to study abroad.)
- If I were a bird , I would fly all over the world.
(= Were I a bird , I would fly all over the world.) (การละรูป if ที่ใช้กับกริยา were)
หมายเหตุ -- เราใช้ were กับประธานที่เป็นทั้งเแกพจน์และพหูพจน์ เช่น if I were , if he were , if she were , if they were , เป็นต้น เพราะเป็นการสมมติจากจินตนาการ แต่ถ้าใช้ was กับประธานเอกพจน์ก็ได้ เช่นกัน
เช่น If I was, ect....
นอกจาก would ที่ใช้ใน main clause แล้ว ยังมีกริยาช่วย should , might , could ที่สามารถใช้ใน
conditional Type Two นี้ได้อีก แต่ความหมายแตกต่างกันออกไป
- If she came , I should/would see her. (แสดงผลที่จะเกิดขึ้นตามสมมติ certain result)
- If she came , I might see her. (แสดงการคาดคะเน possibility)
- If it stopped snowing , he would go out. (certain result)
- If it stopped snowing , you could go out. (permission , ability)

การใช้ Conditional Sentences Type Two อื่นๆ
1. If + S +were + to+V1 , S+would + V1
เราใช้ were to + V1 แทน Past Simple ใน if-clause เพื่อเน้นถึงการสมมติที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
- If I passed the exam , he would be astonished.
If I were to pass the exam , he would be astonished.
(ในประโยคทั้งสองข้างต้นนี้ มีความหมายเหมือนกัน แต่ประโยคที่ใช้ were to นั้น
ผู้พูดมิได้หวังว่าจะสอบผ่าน)
- If he went , he would tell you first.
If he were to to go , he would tell you first.
(were to go กล่าวถึงแผนการและการเสนอแนะ)
2. Unless + Past Simple , S + would + V1
She wouldn't cry like that if she weren't ill.
= She wouldn't cry like that unless she were ill.
I wouldn't eat them if I didn't like them.
= I wouldn't like them unless I liked them.
3. If + would
a) เมื่อแสดงความรำคาญในกรณีที่ถูกรบกวน
- If you would stop singing , I would be able to study.
b) ใช้ในจดหมายราชการ หรือจดหมายธุรกิจ
- I would be very grateful if you would pay your bill.
- We should appreciate it if you would fill in this form.

IF-CLAUSE TYPE THREE
If + Past Perfect , S + would + have + V3
ใช้กับเหตุการณ์สมมุติที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต
ความเป็นจริงในอดีต : You didn't go to the party last night. You didn't meet your girlfriend.
สิ่งสมมุติ : If you had gone to the party last night , you would have met your girlfriend.
( = Had you gone to the party last night, you would have met your girlfriend.) (การละรูป if)
ความเป็นจริงในอดีต : I didn't pass the exam last semester. I didn't study hard.
สิ่งสมมุติ : I would have passed the exam last smester if I had studied hard.
(= Had I studied hard , I would have passed the exam last semester.)
ความเป็นจริงในอดีต : My wife was so angry with me. I forgot that yesterday was her birthday.
สิ่งสมมุติ : My wife wouldn't have been so angry with me if I hadn't forgotten that
yesterday was her birthday.
(=Had I not forgotten that yesterday was my wife's birthday, she wouldn't have been
so angry with me.)
ความเป็นจริงในอดีต : I had an accident last year . I drove the car very fast.
สิ่งสมมุติ : I wouldn't have had an accident last year if I hadn't driven the car very fast.
(= Had I not driven the car so fast, I wouldn't have had an accident last year.)
If + Past Perfect, S + would + V1 NOW
****หมายเหตุ ****การสมมุติเหตุการณ์อาจเป็นการผสมผสานกันของเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันก็ได้ ซึ่งเราจะเรียกว่าเป็นแบบผสม (Mixed Type) กล่าวคือ การสมมุติเหตุการณ์ที่
ตรงกันข้ามกับความจริงในอดีต ใช้ Type threeและการสมมุติเหตุการณ์ที่ตรงข้าม
กับความเป็นจริงในปัจจุบันใช้ Type Two สังเกตุโครงสร้างแบบนี้ค่ะ
นั่นคือ ประโยค if-clause เป็นเหตุการณ์สมมติในอดีต และ main clause เป็นเหตุการณ์สมมุติในปัจจุบัน
ดูตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ
Mixed Type
- If I had checked the oil in my car carefully yesterday , I wouldn't be in trouble now.
(ถ้าฉันตรวจดูน้ำมันในรถอย่างรอบคอบเมื่อวานนี้ ฉันคงจะไม่ตกอยู่ในความลำบากขณะนี้ )
(นั่นคือ ความเป็นจริงในอดีตคือ I didn't check the oil in my car yesterday และความจริงในปัจจุบันคือ I am in trouble now.)
- If I hadn't gone to bed so late last night, I wouldn't be tired today..
(ถ้าฉันไม่ได้เข้านอนดึกมากเมื่อคืนนี้ วันนี้ฉันก็คงจะไม่เหนื่อยแบบนี้)
(นั่นคือ ความเป็นจริงในอดีต คือ I went to bed so late last night. ความจริงในปัจจุบันคือ I am tired today.)
- If it had rained so much last year, my crops would be better now.
(ถ้าฝนตกมากเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้พืชผลของฉันคงจะดีกว่านี้)
(นั่นคือ ความเป็นจริงในอดีตคือ It didn't rain so much. ความจริงในปัจจุบัน คือ my crops are not good now.)

แปล
1.ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะโทรศัพท์หาเธอเย็นนี้
If I have a time, I will call you this evening.

2.ถ้าหิมะตกในกรุงเทพ ทุกคนคงจะตกใจ
If the snows fail in Bangkok, Everyone would be shock.

3.ถ้าเขาไม่พาฉันไปดูหนังเมื่อคืนนี้ ฉันคงจะเสียใจมากเลย
If he did not take me to the movies last night, I would be very sad.